23 ก.ย. 2555

พระเครื่องประจำปีเกิด (คนเกิดปีกุน)

คนเกิดปีกุน มีกำเนิดเป็นมนุษย์ผู้หญิง อันหมายถึงความอ่อนไหว ความสวยงามและความบอบบาง มีพลังกายอยู่ในต้นไม้ น้ำ และยังมีพลังชีวิตอยู่กับน้ำ อันหมายถึงความเยือกเย็น ความชุ่มชื่นและเมตตา

เกิดวันอาทิตย์ ควรแขวนพระที่เป็นพระทางโชคลาภ เช่นพระสีวลี หรือพระสังกัจจายน์ เป็นหลัก ด้วยดวงของท่านนั้นโฉลกรับกับพระดังกล่าว

เกิดวันจันทร์ ควรแขวนพระที่มีพระพุทธรูปคู่กับพระพิฆเณศวร์เพราะเป็นสื่อเสริมโฉลกหรือจะแขวนพระพิฆเณศวร์ องค์เดียวก็ได้

เกิดวันอังคาร
ให้แขวนพระแบบมีพระอัครสาวกซ้ายขวาจะถูกโฉลก และดีขึ้นกว่าเดิม ให้สังเกตุดูความเปลี่ยนแปลง

เกิดวันพุธ
ให้แขวนพระสะดุ้งกลับเป็นหลัก เพื่อเสริมโฉลกของตัวเองให้ดีขึ้น

เกิดวันพฤหัสบดี
ควรแขวนพระลีลาเป็นหลัก เพราะโฉลกตัวเองกับพระลีลานั้นถูกต้องตรงกัน

เกิดวันศุกร์ ให้แขวนพระเกี่ยวกับความพินาศของศัตรูคือพระไพรีพินาศ เป็นถูกโฉลกที่สุด

เกิดวันเสาร์
  ให้แขวนพระที่เกี่ยวกับการปกครองคนหมู่มาก ซึ่งควรจะเป็นพระที่ทางกระทรวงมหาดไทยหรือกรมตำรวจจัดสร้างจะถูกโฉลกดีนัก
·   0

22 ก.ย. 2555

พระเครื่องประจำปีเกิด (คนเกิดปีจอ)

คนเกิดปีจอ มีกำเนิดเป็นผีเสื้อผู้หญิง หมายถึงความลุ่มหลงงมงาย ความอิจฉาริษยา ความดุร้ายหมายขวัญ พลังกายอยู่ในดินหรือแม่พระธรณี เป็นคนหนักแน่นและมั่นคง ทำอะไรทำจริง ชีวิตอยู่กับกอบัว หมายถึงผู้มีชาติกำเนิดที่ดี

เกิดวันอาทิตย์ ให้แขวนพระปางมารวิชัยอยู่เป็นประจำ เพราะเป็นพระที่เสริมโฉลกของตัวเอง ยิ่งมีพระอัครสาวกซ้ายขวาด้วยยิ่งดีใหญ่

เกิดวันจันทร์
ให้แขวนพระที่มีซุ้มจะเป็นครอบแก้วหรือซุ้มเรือนแก้วก็ได้เหมาะกับโฉลกยิ่งนัก

เกิดวันอังคาร ให้แขวนพระที่เป็นปางลีลา อันเป็นการเสริมโฉลกในการต่อสู้กับอุปสรรคทั้งปวงให้ปลาสนาการไป

เกิดวันพุธ ควรแขวนพระเป็นพวง พวงละหลายๆองค์ จะช่วยหนุนโฉลกให้ดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

เกิดวันพฤหัสบดี
ควรแขวนพระทางอิทธฤทธิ์เช่นพระตรีกาย พระปางมหาปาฏิหาริย์ หรือพระที่มีความร้อนแรงจากธาตุไฟ เพื่อเสริมบารมี่ของโฉลกให้ดีขึ้น

เกิดวันศุกร์
ให้แขวนพระมหาอุดเพื่อเสริมโฉลก จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

เกิดวันเสาร์
  ให้แขวนพระที่มีคำสาปเกี่ยวกับการห้ามดื่มสุราและเล่นการพนันเพื่อเป็นการปรามตัวเองเป็นการเสริมโฉลก หาไม่แล้วจะเอาตัวไม่รอด
·   0

21 ก.ย. 2555

องค์เบญจภาคี แห่งพระเครื่อง


พระเครื่องประเภทมหสนิยมที่พุทธศาสนิกชนไทย เคารพสูงสุดและมักนำติดตัวไปในที่ต่างๆ เพื่อให้คุ้มกัน และคุ้มครองตน 5 ชนิดคือ
    1. พระสมเด็จพุฒาจารย์(โต) หรือ พระสมเด็จฯ
    2. พระนางพญา
    3. พระรอด
    4. พระกำแพงทุ่งเศรษฐี หรือ พระซุ้มกอ
    5. พระผงสุพรรณ


พระสมเด็จ
พระนางพญา
พระรอด
พระผงสุพรรณ

พระซุ้มกอ




















พระเครื่องทั้ง 5 ชนิดที่กล่าวมานี้รวมเรียกว่า "องค์เบญจภาคีแห่งพระเครื่อง" โดยที่มี

พระสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นองค์ประธาน ทรงคุณวิเศษทางมหานิยมและมหิทฤทธิ์ สร้างในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

พระนางพญา เป็นองค์ประกอบภาคขวาอันดับแรก ทรงคุณวิเศษคล้ายกับพระสมเด็จฯ แต่หนักไปในทาง มหิทฤทธิ์ มากกว่าพระสมเด็จฯ เล็กน้อย สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา

พระรอด เป็นองค์ประกอบภาคซ้ายอันดับแรก ทรงคุณวิเศษทางมหิทฤทธิ์ แคล้วคลาด และมหานิยม สร้างในสมัยศรีวิชัย

พระกำแพงทุ่งเศรษฐีหรือพระซุ้มกอ เป็นองค์ประกอบภาคขวาอันดับรอง ทรงคุณวิเศษทางเกื้อกูล ลาภยศเงินทอง คงกระพัน และมหานิยมสร้างในสมัยสุโขทัย

พระผงสุพรรณ เป็นองค์ประกอบภาคซ้ายอันดับสอง ทรงคุณวิเศษทางหลักทรัพย์ เป็นสื่อทางโชคลาภ และหนักไปทางคงกระพันแคล้วคลาด มากกว่าพระกำแพงทุ่งเศรษฐี สร้างในสมัยอู่ทอง

สำหรับ พระสมเด็จพุฒาจารย์ พระนางพญา และพระรอดนั้น ได้รับการยกย่องว่าเป็น "องค์ไตรภาคีแห่งพระเครื่อง" โดยมีพระสมเด็จพุฒาจารย์ เป็นองค์ประธานเช่นเดียวกันกับ องค์เบญจภาคีแห่งพระเครื่อง

พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์
พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์สังฆาฏิ ไม่มีหู
พระสมเด็จวัดเกศไชโย พิมพ์แขนกาง(นักเลงโต)
พระสมเด็จฯ

พระสมเด็จฯ พระพุฒาจารย์ มักถูกขนานนามว่า "จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง" สร้างขึ้นโดยสมเด็จพุฒาจารย์(โต) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม จังหวัดธนบุรี เป็นครั้งแรกเมื่อราว พ.ศ.2409 และถัดมาอีก 1-2 รุ่น ก่อนถึงมรณภาพ (พ.ศ.2415) นับเป็นพระพิมพ์หรือพระเครื่องรางยุครัตนโกสินทร์ อายุเพียง 130 ปีเศษ แต่เป็นพระเครื่องที่ได้รับความนิยมเคารพนับถือ จากมหาชนมากกว่าพระเครื่ององค์ใดๆ ทั้งยังถูกยกย่องให้เป็น พระประธานทั้งใน องค์ไตรภาคี และ ในองค์เบญจภาคี แห่งพระเครื่องด้วย อาจเป็นด้วยพระสมเด็จฯ ทรงคุณวิเศษ ทั้งทางมหานิยม และมหิทฤทธิ์ จนเป็นที่ประจักษ์ แก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ที่เคารพนับถือมามากต่อมาก

เหตุที่สมเด็จฯ จะสร้างพระพิมพ์สมเด็จฯ นี้ก็เพราะสมเด็จปรารภว่า พระมหาเถระในอดีต มักสร้างพระพิมพ์บรรจุ ไว้ในพุทธปูชนียสถานต่างๆ เพื่อเป็นการสืบต่ออายุ พุทธศาสนาให้ถาวรสืบไป ท่านจึงปรารถนาจะทำตามคตินั้นบ้าง จึงได้จัดทำพระพิมพ์ขึ้นเป็นจำนวนมาก


นางพญา

พระนางพญา พิมพ์อกนูนใหญ่
พระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิ
สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ราว พ.ศ. 2106 โดยสมเด็จพระวิสุทธิกษัตรี เป็นผู้ทรงสร้าง ในเวลาใกล้เคียงกันกับสร้างวัดนางพญา มีอายุถึงปัจจุบันประมาณ 420 ปีเป็นที่น่ายกย่องนับถือ ว่าทรงคุณวิเศษมากทั้งทาง มหิทฤทธิ์ และมหานิยม แม้จะมีชื่อพระเป็นทางกษัตรี แต่ก็ใช้คุ้มครองได้ทั้ง หญิง และชาย หาได้มีคุณวิเศษและใช้ได้เฉพาะสตรี ตามที่ท่านเข้าใจไม่


พระรอด


พระรอดมหาวัน พิมพ์กลาง
พระรอดเป็นพระเครื่องราง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้พระสมเด็จฯ และพระนางพญา ได้ถูกขนานนามว่าเป็น "เทวีแห่งนิรันตราย" ทั้งได้แสดงคุณวิเศษ ทางแคล้วคลาด เป็นที่ประจักษ์มาแล้วมากมาย ตามตำนานกล่าวว่า "พระนารทฤาษี" เป็นผู้สร้างพระพิมพ์นี้ขึ้น จึงเรียกพระพิมพ์นี้ว่า "พระนารท" หรือ "พระนารอด" ครั้นต่อมานานเข้า มีผู้เรียกและผู้เขียนเพี้ยนไปเป็น "พระรอท" และในที่สุด ก็เป็น พระรอด อีกทั้งเหมาะกับภาษาไทยที่แปลว่า รอดพ้น จึงนิยมเรียกพระพิมพ์เครื่องรางชนิดนี้ว่า พระรอด เรื่อยมาโดย ไม่มีผู้ใดขัดแย้ง

พระรอดมหาวันพิมพ์ใหญ่
พระรอดพบในอุโมงค์ใต้เจดีย์ใหญ่ วัดมหาวัน หรือ ที่เรียกว่า มหาวนาราม ณ จังหวัดลำพูน ซึ่งปรากฏ อยู่ถึงจนปัจจุบันนี้ อนึ่งวัดมหาวัน เป็นวัดโบราณของมอญลานนา ในยุค ทวาราวดี ขณะที่พระเจ้าเมงรายยกทัพ มาขับไล่พวกมอญออกไปราว พ.ศ.1740 นั้นก็พบว่า วัดนี้เป็นโบราณสถาน อยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นจึงไม่น่ามีปัญหาใดเลยว่า พระรอดนี้ควรมีอายุ เกินกว่า พันปีเป็นแน่ แต่เพิ่งมาพบ เมื่อประมาณ 50 ปีมานี่เอง


พระซุ้มกอ
พระซุ้มกอ และพระกำแพงของทุ่งเศรษฐี ถูกขนานนามว่า "มหัธนากรแห่งพระเครื่อง" เป็นพระพิมพ์เครื่องราง ที่พบบรรจุอยู่ใน กรุววัดพระบรมธาตุ กรุวัดพิกุล กรุบ้านไร่ และกรุทุ่งเศรษฐี บริเวณฝั่งซ้าย(ตะวันตก) ของลำน้ำปิง หรือที่เรียกว่า ฝั่งนครชุม ซึ่งแต่เดิมเป็นที่ตั้ง ของเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่ง มีโบราณวัตถุ มากอยู่ในจังหวัดกำแพงเพชร เนื่องจากพระเครื่องที่บรรจุอยู่ในพระเจดีย์กลาง ทุ่งเศรษฐี มีลักษณะงดงามกว่ากรุอื่น อีกทั้งกรุพระสี่แห่งนี้ อยู่ในบริเวณทุ่งเศรษฐีด้วยกัน จึงนิยมเรียกขานชื่อพระเครื่อง ที่บรรจุอยู่ในเจดีย์ฝั่งนครชุม ทั้งหมดว่า พระกำแพงเขย่งทุ่งเศรษฐี ซึ่งมีหลายแบบหลายชนิด ล้วนทรงคุณวิเศษ ทั้งทางลาภ ยศ เงินทอง มหานิยม และอยู่ยงคงกระพัน ทั้งนั้น เป็นพระเครื่องฝีมือช่างสมัยสุโขทัย สรางราว พ.ศ. 1900 และพบครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2392 คือ ประมาณ 148 ปี มานี่เอง 
พระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ มีกนก กรุวัดพิกุล กำแพงเพชร
พระซุ้มกอดำ กำแพงเพชร












พระซุ้มกอ พิมพ์กลาง กำแพงเพชร
พระซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะ












พระผงสุพรรณ

พระผงสุพรรณ เป็นพระเครื่องชั้นเยี่ยม ของจังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นพระเครื่องรางองค์สุดท้ายขององค์เบญจภาคี การที่ถูกเรียกว่า พระผงสุพรรณ นั้นก็โดยที่ นำคำว่าผง และสุพรรณมารวมกันเข้า ผงหมายถึงพระเครื่องประเภทเนื้อดินผสมว่านและผงเกสรดอกไม้ ส่วนคำว่าสุพรรณ หมายถึง จังหวัดสุพรรณบุรี อันเป็นเมืองที่สร้างพระเครื่อง ประเภทนี้ คำว่าพระผงสุพรรณ จึงได้ความว่า พระเครื่องประเภทเนื้อผงของจังหวัดสุพรรณบุรี
พระผงสุพรรณ พิมพ์กลาง
พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่

พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าหนุ่ม











นอกจากนั้นยังมีความหมายไกลออกไปอีกคือ หมายถึงผงทอง ซึ่งตรงกับคุณวิเศษ ของพระเครื่องชนิดนี้ด้วย เพราะช่วยเกื้อกูลในลาภผลเงินทอง จึงได้รับนามว่า "กาญจนาภรแห่งพระเครื่อง" พระผงสุพรรณนี้เป็นฝีมือช่าง สมัยอู่ทองยุคหลังหรือสมัยศรีอยุธยาตอนต้น ปรากฏอยู่ในกรุวัดพระมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี แต่ พ.ศ.1886 และกรุดอนเจดีย์ แต่ พ.ศ. 2135
·   0

พระเครื่องประจำปีเกิด (คนเกิดปีระกา)

คนเกิดปีระกา มีกำเนิดเป็นผีเสื้อผู้ชาย อันหมายถึงความลุ่มหลง อิจฉาริษยา อาฆาต พลังกายอยู่ในธาตุเหล็ก อันหมายถึงความไม่สมบุกสมบันและการผุกกร่อน ชีวิตอยู่กับต้นยาง มีลักษณะแข็งนอกแต่เปราะในไม่คงทน

เกิดวันอาทิตย์ ให้แขวนพระมหาอุด หรือพระทีมีรัศมีอยู่รอบองค์พระ หรือมีซุ้มเพื่อแก้โฉลกให้ดีขึ้นจะทำให้มีลาภอุดม

เกิดวันจันทร์ ควรแขวนพระที่เป็นพิมพ์พระสังกัจจายน์ ยิ่งเป็นแบบจีนหรือแป๊ะยิ้มก้ยิ่งดี หรือไม่ก็แขวนพระสีวลีเพื่อเสริมโฉลกให้ดีขึ้น

เกิดวันอังคาร ควรแขวนพระมหาอุดหรือเต่าเรือนเพื่อทำให้โฉลกดีขึ้น ไม่เป็นไปในทางที่ไม่ดี

เกิดวันพุธ ให้แขวนพระปางปฐมเทศนาเป็นดีที่สุด โฉลกของท่านเหมาะกับการแขวนพระปางปฐมเทศนาหรือพระที่มีเครื่องหมายธรรมจักรอยู่ด้วยในองค์พระ

เกิดวันพฤหัสบดี ให้แขวนพระองค์ใหญ่ หรือชื่อใหญ่เช่น หลวงพ่อโต เป็นอาทิ จะถูกโฉลกยิ่งขึ้น (แต่ต้องเป็นปางสมาธิเท่านั้น)

เกิดวันศุกร์ ให้แขวนพระปิดตามหาลาภ หรือพระฤาษีจะถูกกับโฉลก ทำให้มีลาภลอยมากขึ้น

เกิดวันเสาร์  ให้แขวนพระพิมพ์ทรงเครื่องอย่างงดงาม หรือพระที่มีลวดลายแพรวพราวหรือพระที่มีการแกะพิมพ์ที่วิจิตรพิสดารเพื่อเสริมโฉลกโชค
·   0

20 ก.ย. 2555

พระเครื่องประจำปีเกิด (คนเกิดปีวอก)

คนเกิดปีวอก ชาติกำเนิดเป็นผีเสื้อผู้ชาย หมายถึงความเจ้าชู้ไม่เลือกหน้า มีกามารมณ์นำหน้าในชีวิต ทำมาค้าขายทางที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง หรือเรื่องเกี่ยวกับเพศดีนัก พลังชีวิตอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ ชีวิตอยู่ในอิทธิพลของธาตุเหล็ก เป็นคนใจน้อยกระทบกระทั่งมากไม่ได้ เหมือนเหล็กที่มักจะเกิดสนิม จากทั้งภายนอกและภายใน

เกิดวันอาทิตย์
ให้แขวนพระที่มีพัดยศอยู่ด้วยจะถูกโฉลกยิ่ง เพราะจะช่วยทำให้โฉลกเพิ่มมากขึ้น ในทางที่เอื้ออำนวยแก่ตนเอง

เกิดวันจันทร์
ควรแขวนพระห้ามสมุทรยกพระหัตถ์(มือ)สองข้าง จึงทำให้โฉลกดีขึ้น ให้ทดลองแขวนดูจะพบกับความเปลี่ยนแปลง

เกิดวันอังคาร
ควรแขวนพระปางซ่อนหาที่มีพระพุทธรูปซ้อนบนพระเกศของพระพุทธรูปอีกทีหนึ่ง เรียกปางโรดผกาพรหม หรือเป็นพระที่ซ้อนกันสององค์ เช่น พระหล่อพิมพ์ซ้อนกันสององค์ของวัดหนองโว้ง เป็นต้น

เกิดวันพุธ ควรแขวนพระสังกัจจายน์หรือพระสีวลีจะถูกโฉลกที่สุด

เกิดวันพฤหัสบดี
ควรแขวนพระปางลีลาหรือพระที่อยู่ในซุ้มเรือนแก้วทุกแบบจะถูกโฉลกมีโชคลาภ

เกิดวันศุกร์
ควรแขวนพระที่มีนางกวักอยู่ด้านหลัง จะเป็นการเสริมโฉลกอย่างยิ่ง

เกิดวันเสาร์  ควรแขวนพระที่มีสัญลักษณ์ของกฎหมาย คือ ตราโล่ตำรวจจึงจะถูกโฉลก หรือไม่ก็เป็นพระที่สร้างโดยองค์การของกฎหมายคือ ตุลาการและตำรวจ
·   0

19 ก.ย. 2555

พระเครื่องประจำปีเกิด (คนเกิดปีมะแม)

คนเกิดปีมะแม มีชาติกำเนิดเป็นนางฟ้า มีรากฐานชีวิตอยู่ที่ต้นโพธิ์ พลังธาตุอยู่กับทองคำ จึงมักเป็นคนสวยงาม สง่า เย่อหยิ่งทระนงในตัวเอง

เกิดวันอาทิตย์ ควรแขวนพระนาคปรก หรือพระปางซ่อนหาเพื่อแก้โฉลกของตัวเอง เพราะทั้งสองแบบนี้จะแก้โฉลกให้เบาจากความเสียหายในด้านการพนันและผู้หญิง แต่อย่าใส่ไปเล่นการพนันหรือเที่ยวเด็ดขาด

เกิดวันจันทร์ ควรแขวนพระปิดตาที่ไม่ปิดทวารเพื่อส่งผลทางแก้โฉลกปากที่พูดทำร้ายตัวเองและผู้อื่นก่อศัตรู

เกิดวันอังคาร ควรแขวนพระที่เป็นปางประทานพร หรืออุ้มบาตรเพื่อแก้โฉลกและทำให้การงานดีขึ้น

เกิดวันพุธ แขวนพระที่มีเมตตาสูง เช่น พระสมเด็จ พระปิดตาและพระที่มีอานุภาพทางเมตตา ที่ไม่ผ่านความร้อน เพื่อทำให้โฉลกทางด้านอำนาจเบาลง เกิดเมตตาขึ้นมามากขึ้น

เกิดวันพฤหัสบดี
ควรแขวนพระปางปฐมเทศนาหรือมีรูปธรรมจักรเพื่อทำให้คำพูดของท่านมีความหนักแน่นมั่นคงมากขึ้น และทำให้ลดความกลัวหรืออำนาจลงไปได้บ้าง

เกิดวันศุกร์
ควรแขวนพระปิดตามหาอุด หรือพระบัวเข็ม จึงจะเหาะสมโฉลกของตนทำให้เยือกเย็นมากขึ้น

เกิดวันเสาร์
  ควรแขวนพระที่เป็นยันต์เกราะเพชรหรือที่เป็นรูปโล่เพื่อทำให้โฉลกกลับกลายเป็นดีขึ้นมาได้
·   0

18 ก.ย. 2555

รอบรู้เรื่องพระเครื่อง: พระรอด

สร้างประมาณ พ.ศ. 1200 ผู้สร้างคือ พระนางจามเทวี ราชธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้(ลพบุรี) ผู้ซึ่งครองทศพิธราชธรรมอย่างเคร่งครัด เช่นนี้ จึงเป็นที่โสมนัสของ 2 ฤาษี คือ สุกกทันต์ฤาษี และวาสุเทพฤาษี เพื่อเป็นการเสริมสร้างพระเกียรติให้กับพระนาง จึงใช้วิชาอาคมของท่านสร้างพระรอด จนเป็นที่กล่าวขานมาถึงทุกวันนี้ (กว่า 1,300 ปีมาแล้ว) พระรอด เป็นชื่อที่เรียกผิดเพี้ยนมาจาก พระนารอท หรือ พระนารทะ ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นพระนามสำคัญอันปรากฏให้เห็นในตำนานพุทธศาสนา หลายครั้งหลายครา เช่น เป็นพระนามของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ใน บทอาฎาฎิปริต เป็นพระนามของพระโพธิสัตว์ ใน พรหมนารทชาดก และนามของบุตรพระโพธิสัตว์ ใน นิบาตชาดก เป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังปรากฎในคัมภีร์ของพรามณ์
พระรอด นับได้ว่าเป็นเพชรน้ำเอกของนครหริภุญชัย เป็นพระเครื่องคู่บ้านคู่เมือง ของจังหวัดลำพูนที่มีอายุการสร้างกว่า 1,000 ปี "วัดมหาวัน" เป็นหนึ่งในสี่พระอารามหลวงที่สำคัญยิ่ง โดย "พระนางจามเทวี" ผู้ครองนครหริภุญชัยได้โปรดให้สร้างขึ้นไว้เมื่อ พ.ศ. 1223 ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองลำพูน นับเป็นพระอารามแห่งเดียวที่มีการขุดพบปฏิมากรรมของขลังขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยความอลังการจากฝีมือช่างยุคนั้นพุทธลักษณะของพระรอด เป็นศิลปแบบลพบุรียุคต้น เป็นพระเครื่องเนื้อดินเผามีสีแดง สีเหลือง สีขาวนวล และสีเขียวคราบแดง พระรอด วัดมหาวัน มีพระพุทธศิลป์เป็นยุคสมัยทวาราวดี ประทับนั่งปางมารวิชัยและขัดเพชรบนฐานบัว 2 ชั้น ด้านหลังขององค์พระเป็นปรกโพธิ์เรียงตั้งแต่หัวเข่าขององค์พระขึ้นเป็นซุ้มครอบองค์พระ จำนวนใบโพธิ์และเอกลักษณ์ของ ก้านโพธิ์ที่ชัดเจนในแต่ละพิมพ์จะมีจำนวนไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระรอดในแต่ละพิมพ์

พระรอด วัดมหาวัน มีทั้งหมด 5 พิมพ์ คือ
1. พระรอด พิมพ์ใหญ่
2. พระรอด พิมพ์กลาง
3. พระรอด พิมพ์เล็ก
4. พระรอด พิมพ์ต้อ
5. พระรอด พิมพ์ตื้น

ในอดีตสีพระรอดที่สวยจะต้องเป็นพระรอดสีเขียว มีความคมชัดในทุกรายละเอียด แต่ในปัจจุบันสีไม่ใช่เครื่องชี้วัดความสวยงามและ ความสูงค่าขององค์พระรอด ต้องดูที่ความสวยงามทั้งองค์เท่านั้น สีของพระรอด มีประมาณ 4 สี คือ
  1. พระรอดสีขาว เนื่องจากพระรอดเป็นพระที่สร้างจากเนื้อดิน ซึ่งเชื่อว่าเป็นดินในจังหวัดลำพูนหรือจังหวัดใกล้เคียง มีสีขาว เป็นเนื้อดินที่สะอาดและละเอียด จนมีคนเข้าใจว่ากรรมวิธีการนวดดินนั้น น่าจะผ่านการกรองผ้าขาวจนกระทั่งไม่มีสิ่งเจือปนใดๆ ทั้งสิ้น บางท่านสันนิษฐานว่า อาจจะเป็นดินที่ขุดได้จากดินที่ตกตะกอนในธารน้ำไหลภายในถ้ำ จึงสะอาดและไม่มีสิ่งเจือปนใด ๆ ทั้งสิ้น พระรอดสีขาว ควรจะเป็นพระที่อยู่ในบริเวณเตาเผาที่ไม่ถูกความร้อนมากเท่าที่ควร เนื้อพระจึงเป็นสีขาวเพราะไม่สุก และไม่แกร่งเท่าพระรอดสีอื่นๆ จึงมีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่มักจะไม่คมชัดเท่าที่ควร
  2. พระรอดสีแดง เป็นพระรอดที่เผาสุกเรียบร้อยแล้ว จึงมีขนาดเล็กลง กว่าพระรอดสีขาว มีความคมลึกและชัดเจนเช่นพระรอดสีอื่นๆ
  3. พระรอดสีเหลือง เป็นพระรอดที่เผาได้แกร่งกว่าพระรอดสีแดง จึงมีขนาดขององค์พระเล็กกว่า พระรอดสีแดงเล็กน้อย ตามทฤษฎีจะมีความคมลึกและชัดมากกว่าพระรอดสีแดง
  4. พระรอดสีเขียว เป็นพระรอดที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุด มีการหดตัวเล็กลงจากพระรอดสีเหลือง มีความคมชัดที่สุดในจำนวนพระรอด เนื่องมาจากการหดตัวเมื่อเกิดความร้อนจัด เพราะความแหลมคมจึงอาจทำให้พระรอดสีเขียวดูไม่ล่ำสันเท่ากับพระรอดสีแดงและสีเหลือง
นอกจากนี้พระรอดสีเขียวยังมีสีเขียวที่แตกต่างกันไปเป็นลำดับ จากพระรอดสีเขียวคาบเหลือง เป็นพระรอดสีเขียว และเป็นพระรอดสีเขียวเข้ม จนมีขนาดเล็กที่สุดคือ พระรอดสีเขียวเข้มจนเกือบดำ

วัดมหาวัน อำเภอเมือง เป็นวัดสำคัญเก่าแก่ ที่สร้างมาตั้งแต่ครั้งพระนางจามเทวีขึ้นครองนครหริภุญไชย  เมื่อประมาณปี   พ.ศ. 12000 เศษ   และได้อัญเชิญ พระพุทธรูปนาคปรก หรือ พระดิลกดำ จากเมืองละโว้ มาไว้ที่วัดนี้ ชาวเมืองเรียกกันว่า พระรอดหลวง หรือ พระรอดลำพูน ซึ่งต่อมาได้เป็น แบบพิมพ์จำลอง พระเครื่อง ที่ลือชื่อกรุหนึ่ง ชื่อ พระรอดมหาวัน

ซึ่งพระอารามนี้ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันตกห่างจากประตู มหาวัน อันเป็นประตูเมืองด้านทิศตะวันตก  ประมาณ 50 เมตร  หน้าพระอารามหันไปทางทิศตะวันออก  ตรงกันข้ามกับคูเมือง  ที่ตั้งวัดนี้เดิมเป็นมหาวนาราม พระอารามหลวง  ซึ่งพระนางจามเทวีโปรดให้สร้างขึ้น เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 12000 เศษ

ในสมัยเจ้าหลวงเหมพินธุไพจิตร  ได้มีการปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ในวัดมหาวันขึ้นมาใหม่ ประมาณ พ.ศ. 2431 - 2438  ซึ่งแต่เดิมองค์เจดีย์ยอดปรักหักพังลงไป  พระรอดซึ่งถูกบรรจุไว้ได้กระจัดกระจายไปพร้อมกับยอดเจดีย์ซึ่งหักพังลงไปทางทิศตะวันตก  เพราะได้มีผู้ขุดพบยอดพระเจดีย์ซึ่งเป็นศิลาแลงทางทิศนั้น  อนึ่งปรากฏว่า มีผู้ค้นพบพระรอดได้เป็นจำนวนมากมายทางทิศนี้ด้วย ซึ่งมีมากกว่าทิศอื่นๆ จนกระทั่งสถานที่ขุดได้กลายเป็นบ่อน้ำ (บ่อน้ำปัจจุบัน) ในการปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ในครั้งนี้ได้พบพระรอดจำนวนมากในซากกรุเจดีย์วัดมหาวัน  พระรอดส่วนหนึ่ง ได้รับการบรรจุเข้าไปไว้ในพระเจดีย์ใหม่ และบางส่วนได้มีผู้นำไปสักการบูชา  แต่ยังมีอีกบางส่วนที่ปะปนกับเศษซากกรุเก่า กระจายไปทั่วบริเวณวัด

ในสมัยเจ้าหลวงอินทยงยศ  ทรงได้พิจารณาเห็นว่ามีต้นโพธิ์ แทรกตรงบริเวณฐานเจดีย์มหาวันและมีรากลึกลงไปภายในองค์พระเจดีย์ทำให้มีรอยร้าวชำรุดหลายแห่ง  จึงได้ทำการฏิสังขรณ์ฐานรอบนอกองค์พระเจดีย์ใหม่ประมาณ ปี พ.ศ. 2451 ในการนี้ ได้พบพระรอดจำนวนมาก ประมาณหนึ่งกระเช้าบาตร (ตระกร้าบรรจุกับข้าวตักบาตร)  และได้นำมาแจกจ่ายบรรดาญาติซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจนทุกวันนี้

ในสมัยต่อๆ มามีการขุดพบพระรอดอยู่เสมอ แต่มีจำนวนไม่มากนักข้อสังเกตในการขุดพบพระรอด ในปี พ.ศ. 2498 ซึ่งพบมากถึงประมาณ 200 องค์  บริเวณที่พบพระรอดมักจะมีอิฐโบราณสลับซับซ้อนอยู่โดยรอบพระรอด และพระรอดจะฝังอยู่ในดินหรดาลซึ่งเป็นดินเนื้อละเอียดที่สุด มีสีเหลือง และมีกลิ่นหอมนวลๆ ซึ่งในการสร้างพระรอดสมัยต่อมา ได้นำดินหรดาล ผสมกับเศษพระรอด และพระอื่นๆสร้างเป็นพระรอดขึ้นมา เช่น พระรอดครูบากองแก้ว

ตำนานการสร้างพระรอด กล่าวถึงสุกกทันต์ฤษี และวาสุเทพฤษี ประชุมฤษี 108 รูป  มาชุมนุมสร้างโดยเอาดินบริสุทธิ์จากใจกลางทวีปทั้ง 5  ตัวยา 1,000 ชนิด  เกสรดอกไม้ 1,000 ชนิด  และว่าน 1,000 ชนิด  มาผสมกันจนละเอียดกดลงในพิมพ์นำไปเผา  เสร็จแล้ว

สุกกทันตฤษี  วาสุเทพฤษี  ได้ทำพิธีปลุกเสกด้วยเวทมนต์อันศักดิ์สิทธิ์และเนื่องจากการสร้างพระรอดจากวัสดุต่างๆ นำมาผสมกัน ดังกล่าวแล้วจึงปรากฏว่าองค์พระ ที่สร้างมีสีหลายสีเนื่องจากส่วนผสมและการเผา จึงได้พบสีต่างๆ ได้แก่  สีเขียว  สีเขียวอ่อน  สีขาวปนเหลือง  สีดำ  สีแดงสีดอกพิกุล  เป็นต้น  นอกจากนี้ ยังมีแม่พระรอดซึ่งเป็นพระที่สร้างขึ้นด้วยหินศิลาดำอ่อนๆ หน้าตักกว้าง 17 นิ้ว  สูง 36 นิ้ว  นั่งขัดสมาธิเพชรปัจจุบัน ประดิษฐานไว้ด้านหน้าพระประธานในวิหารวัดมหาวัน โดยชื่อเรียกว่า พระพุทธสักขีปฏิมากรณ์ สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปที่พระนางจามเทวีนำขึ้นมาจากเมืองละโว้ (ลพบุรี) ถือว่า พระพุทธสักขีปฏิมากรณ์องค์นี้ เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองหริภุญไชย ลำพูนมาตราบเท่าทุกวันนี้

พระอานุภาพของพระรอด มีความเชื่อกันว่า พระรอด มีความศักดิ์สิทธิ์หรือความขลังในด้านแคล้วคลาด ปราศจากภัยอันตราย และความวิบัติต่างๆ มีเสน่ห์เมตตามหานิยม ได้ลาภผล และคงกระพันชาตรี 

ที่มา: หนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญา จังหวัดลำพูน พ.ศ.2544
·   0

พระเครื่องประจำปีเกิด (คนเกิดปีมะเมีย)

คนเกิดปีมะเมีย มีพลังกำเนิดอยู่ที่แก่นขนุน มีพลังชีวิตอยู่ที่ไฟอันแสดงให้เห็นถึงความเอาแต่ใจและความดื้อดึงถือดีมีลักษณะเป็นเทวดาผู้หญิง ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ แต่เรื่องอำนาจแล้วด้อยกว่าเทวดาผู้ชายอยู่อย่างมาก

คนเกิดปีมะเมีย จึงควรแขวนพระที่ผ่านความร้อนแม้จะเป็นธาตุไฟก็ตาม ทั้งนี้เพราะจิตอ่อนแอ ด้วยเทพเจ้าพระจันทร์นั้นไม่มีพลัง จึงควรเสริมด้วยพระที่ผ่านไฟ และเป็นพระที่เด่นทางอำนาจเช่น พระพิมพ์มารวิชัย

เกิดวันอาทิตย์
ควรแขวนพระที่มีคำว่าโต เช่นหลวงพ่อโต หรือพระที่มีลักษณะใหญ่กว่าพระเครื่องทั่วไป จะถูกโฉลกดีนัก

เกิดวันจันทร์ แขวนพระอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่มีเคล็ดว่าให้หาปลาตะเพียนขนาดเล็กๆ ที่ปลุกเสกแล้วคู่หนึ่งติดตัวไว้เสมอ จะทำให้ทำมาค้าคล่องและติดต่อการงานดีมากช่วยเสริมโฉลกโชคลาภ

เกิดวันอังคาร ควรแขวนพระปางมารวิชัยเพื่อแก้โฉลกที่เป็นชะตาชีวิต เพราะคำว่ามารวิชัยหมายถึงชัยชนะ หรือไม่ก็แขวนพระไพรีพินาศก็ดีเหมือนกัน

เกิดวันพุธ ให้แขวนพระนาคปรกเพื่อแก้โฉลก เพราะจะเกิดมีการคลุ้มครองหรือช่วยเหลือ ห้ามแขวนพระปางป่าเลไลย์เด็ดขาด แม้จะเกิดวันพุธกลางคืนก็ตาม

เกิดวันพฤหัสบดี
ควรแขวนพระปิดตายันต์ยุ่ง เพราะเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคงกลมเกลียวและสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน จะถูกกับโฉลก

เกิดวันศุกร์
ให้แขวนพระเดี่ยวๆองค์เดียว เป็นการแก้เคล็ด อย่าแขวนพระเป็นพวง ให้แขวนเดี่ยว แล้วจะได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเสริมโฉลก

เกิดวันเสาร์
  ให้แขวนพระปิดทวารทั้งเก้า ยิ่งอุดมากเท่ามใดยิ่งดีเพราะจะทำให้โฉลกดีขึ้นกว่าแขวนพระอย่างอื่น
·   0

17 ก.ย. 2555

พระเครื่องประจำปีเกิด (คนเกิดปีมะเส็ง)

คนเกิดปีมะเส็ง มีโฉลกชีวิตเป็นมนุษย์ผู้ชาย ย่อมมีลักษณะนิสัยเป็นบุรุษเพศ เป็นผู้นำมีความกล้าหาญและต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์ พลังอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ พลังชีวิตอยู่กับไฟ อันหมายถึงความร้อนแรง การต่อสู้และการไม่ยอมคน ทระนงองอาจ

คนเกิดปีมะเส็ง พลังชีวิตอยู่ที่ไฟ แถมดาวการงานก็เป็นไฟจึงไม่ควรหาความร้อนเพิ่มด้วยการแขวนพระที่มีธาตุไฟหรือผ่านธาตุไฟ ควรแขวนพระเนื้อผงหรือพระที่ไม่ผ่านการหล่อหลอมหรือถูกไฟจึงจะดี ถ้าพอจะหาได้ให้หาบุษราคัมมาไว้ติดตัว จะเป็นแหวนหรืออะไรก็ได้ จะทำให้ความร้อนบรรเทาลงได้เป็นอย่างดี ไม่เชื่อให้ทดลองแขวนพระโลหะที่ผ่านการหล่อหลอมหรือพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ดูก็ได้ ให้สังเกตว่าจะร้อนรุ่มกล้มใจและอยู่ไม่ติดโต๊ะทำงาน มันร้อนรุ่มและหงุดหงิดอะไรก็ขวางตาไปหมด นี่คือเรื่องน่าสนใจ

เกิดวันอาทิตย์
ด้วยชะตามักจะถูกหาความจากผู้อื่น จึงควรแขวนดพระที่เป็นยันต์เกราะเพชรหรือเต่าเรือนเป็นการป้องกัน และถ้าหมั่นบริจาคเงินให้กับสถาบันที่เกี่ยวข้องกับตำรวจราชทัณฑ์หรือตุลาการจะช่วยบรรเทาเรื่องคดีความลงได้

เกิดวันจันทร์ ให้แขวนพระนาคปรกอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการคุ้มครองป้องกันภัยและความช่วยเหลือ หรือพระที่มีสององค์ในพิมพ์เดียวกันจึงถูกโฉลกและดีนัก

เกิดวันอังคาร ควรแขวนพระลีลา หรือพระที่แสดงความเคลื่อนไหว เพราะดวงต้องเดินทางตลอดเวลาหากใช้พระที่แสดงถึงความหยุดนิ่งจะไม่ถูกโฉลกกัน

เกิดวันพุธ
ให้แขวนพระสังกัจจายน์ หรือพระสิวลี หรือพระที่ด้านหลังมียันต์ดวงจะถูกโฉลก

เกิดวันพฤหัสบดี
ควรแขวนพระที่มีพระอัครสาวกอยู่ด้วย หรือแขวนพระเจ้าห้าพระองค์จึงจะถูกโฉลกของตัวเอง

เกิดวันศุกร์ ควรแขวนพระที่มีจีวรของพระคุณเจ้าผู้เป็นเจ้าของพระอยู่ด้วย เพราะโฉลกของท่านกับจีวรพระสงฆ์ที่เป็นพระสุปฏิปันโนนั้นถูกกัน

เกิดวันเสาร์  ให้แขวนพระที่เป็นคู่หรือสององค์ในพิมพ์เดียวกันจะแก้เคล็ดได้ไม่มากก็น้อย
·   0

16 ก.ย. 2555

พระเครื่องประจำปีเกิด (คนเกิดปีมะโรง)

คนเกิดปีมะโรง โฉลกของคนที่เกิดปีมะโรงนั้น เป็นเทวดาผู้ชาย อันเทวดาผู้ชายนั้นมีลักษณะแกล้วกล้า มีบารมี มีวาสนา มีเสน่ห์ มีบริวารเป็นนางฟ้ามากมาย เป็นคนที่เด่นดังในวงสังคม

คนปีมะโรง เหมาะที่จะแขวนพระที่ทำจากแร่ทองคำ และหรือพระเครื่องที่สีออกไปทางสีทอง หรือพระที่ลงรักปิดทอง เสริมด้วยเครื่องรางพลังชีวิตที่พลังงานของตัวเอง เช่น ตะกรุดไม้ไผ่ เป็นอาทิ

เกิดวันอาทิตย์
เหมาะที่จะแขวนพระชัยวัฒน์เพราะเป็นผู้นำคน หรือเป็นที่พึ่งของคนหมู่มาก เพราะคำว่าชัยเป็นมงคลโฉลกกับตัวเองมากที่สุด

เกิดวันจันทร์ ควรแขวนพระที่มีข้อห้ามเรื่องสุรา เพราะโฉลกของตัวเองไม่ถูกกับสุรา จะได้คอยเตือนใจให้ระลึกถึงความจริงดังกล่าว อาทิ พระหลวงพ่อปาน วัดบางโคนม หรือหลวงพ่อผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขต หลวงปู่จันทร์ วัดศรีเทพ

เกิดวันอังคาร
ห้ามแขวนพระที่ผ่านธาตุไฟหรือความร้อนเด็ดขาด ให้แขวนพระผงหรือพระที่แกะจากอัญมณีหรือหินที่มีความเย็น หากแขวนพระที่ทำจากหยกจะยิ่งดีใหญ่

เกิดวันพุธ
ควรแขวนพระที่เหมาะกับโฉลกของตนคือ พระกริ่ง ที่เขย่าแล้วมีเสียงดัง เพราะดวงเหมาะกับการเป็นนักร้องหรือกวี แม้ทำอาชีพอื่น หากมีพระกริ่งซึ่งมีเสียงกังวานก็จะช่วยเสริมโฉลกโชคลาภ

เกิดวันพฤหัสบดี
ควรแขวนพระที่มีพลังเร้นลับ เช่น พระหูยาน พระนาคปรกลพบุรี พระยอดขุนพล หรือพระพิมพ์ที่แสดงถึงปาฏิหาริย์ เป็นอาทิ

เกิดวันศุกร์ ควรแขวนพระเนื้อว่านที่เป็นยา พระที่ทำจากยาผสมว่าน หรือพระเนื้อว่านต่างๆ เพื่อแก้โฉลกที่เป็นคนสุขภาพไม่ดี

เกิดวันเสาร์
  ควรแขวนพระที่เป็นพระเกจิอาจารย์จะถูกโฉลกมากกว่าเป็นพระพุทธ พระเกจิอาจารย์ที่มีเครื่องหมายของอาชีพอิสระ เช่น พระที่ทางคณะแพทย์สร้าง หรือคณะผู้พิพากษาสร้างเป็นอาทิ (จะรุ่นไหนก็ได้)
·   0

15 ก.ย. 2555

พระเครื่องประจำปีเกิด (คนเกิดปีเถาะ)

คนเกิดปีเถาะ มีโฉลกประจำปีเกิดเป็นมนุษย์ผู้หญิง อันลักษณะของมนุษย์ผู้หญิงก็คือ ความอิจฉาริษยา ความจุกจิกจู้จี้ ความรัก ความหลงและความเห็นแก่ตัว แต่มีความเมตตาอันเป็นลักษณะของสตรีเพศอันเป็นเพศแม่นั่นเอง

คนที่เกิดปีเถาะ คล้ายกับปีขาลคือ ควรแขวนพระที่ทำจากต้นไม้รากไม้ หรือมีส่วนผสมของผงที่มาจากไม้ และพระเนื้อดินเพื่อเพิ่มโฉลก

เกิดวันอาทิตย์ ควรแขวนพระเสริมวาสนา เช่น พระผงยาวาสนา หรือพระที่มีนามเกี่ยวกับโชคลาภเป็นเหมาะสมที่สุด

เกิดวันจันทร์
ควรแขวนพระลีลาเพื่อความก้าวหน้าในโฉลกของตัวเอง

เกิดวันอังคาร ควรแขวนพระเกี่ยวกับการค้าขาย เช่น พระสังกัจจายน์ หรือพระสิวลี

เกิดวันพุธ ควรแขวนพระมหาอุดที่ทำจากโลหะที่ผ่านความร้อนมาแล้ว จะทำให้เกิดตบะและเดชะป้องกันตัวเองได้

เกิดวันพฤหัสบดี
ให้แขวนพระที่มีหนุมานอยู่ด้วย เพราะดวงอาสาเจ้านายเหมาะ หรือไม่ก็แขวนพระที่มีลักษณะการกวัก เช่น พระพุทธกวัก เป็นต้น

เกิดวันศุกร์
ควรแขวนพระที่ในหนึ่งพิมพ์มีจำนวนมากกว่าหนึ่งขึ้นไป เช่น พระเจ้าห้าองค์ พระสิบทัศน์ หรือพระตรีกายเป็นต้น

เกิดวันเสาร์
  ควรแขวนพระที่มีนามทางความอ่อนนุ่ม เช่น พระนางพญา เป็นอาทิ จะถูกโฉลกกับตัวเอง
·   0

14 ก.ย. 2555

พระเครื่องประจำปีเกิด (คนเกิดปีขาล)

คนเกิดปีขาล มีโฉลกประจำปีคือ ผีเสื้อผู้หญิง ผีเสื้อผู้หญิงมีลักษณะดุร้าย เย่อหยิ่งจองหอง ทำอะไรเอาแต่ใจ ตัวเอง และมีราคะจริตเป็นเรือน วนเวียนอยู่แต่ในเรื่องนี้ตลอดชีวิต

คนปีขาล มีพลังชีวิตอยู่ที่ไม้ จึงควรแขวนพระที่แกะจากไม้ หรือมีส่วนผสมของไม้ เช่น สมเด็จผสมแก่นจันทร์เป็นอาทิ และไม้เกิดจากดิน จึงควรแขวนคู่กับพระเนื้อดิน เพื่อเสริมพลังกัน เครื่องรางที่แกะจากไม้ก็เหมาะสมด้วยเหมือนกัน

เกิดวันอาทิตย์ ให้แขวนพระที่มีความเคลื่อนไหว เช่น พระลีลา พระเปิดโลก หรือพระสีวลี

เกิดวันจันทร์ เพราะชีวิตต้องเคลื่อนที่ไปมาอยู่กับที่ไม่เป็น จึงควรแขวนพระที่สงบและอยู่นิ่ง ที่เหมาะที่สุดคือ พระปางสมาธิ เพราะเป็นกิริยาอาการของความสงบอย่างแท้จริง ไม่ควรแขวนพระที่เคลื่อนไหวเพราะจะทำให้โฉลกต้องร้อนรนมากขึ้นไปอีก

เกิดวันอังคาร ควรแขวนพระเมตตา เช่น พระปิดตา พระสังกัจจายน์ พระสีวลีที่ทำด้วยอะไรก็ได้ ที่ไม่ได้ผ่านความร้อน ทำให้เย็นขึ้นได้ เป็นการแก้เคล็ดให้ถูกโฉลกหนุนโชคลาภ

เกิดวันพุธ
แขวนพระปิดตา มหาอุด หรือพระที่มีลักษณะการอยู่กับที่ เช่น พระยืนถวายเนตร เป็นต้น

เกิดวันพฤหัสบดี
ควรแขวนพระที่ผ่านการหล่อหลอมจากธาตุไฟเพื่อเสริมพลังชีวิตจะเป็นพระกริ่งหรือรูปหล่อที่ผ่านไฟแรงเท่าไหร่ยิ่งดี เหมาะกับโฉลกของตน

เกิดวันศุกร์
ควรแขวนพระที่มีรูปแบบเสือเกี่ยวข้องด้วย หรือแขวนเสือก็ได้ จะเป็นเสืองาแกะหรือเขี้ยวเสือก็ได้ หรือเสือที่เป็นโลหะก็ได้จะเหมาะกับโฉลก เช่น เสือหลวงพ่อปาน

เกิดวันเสาร์
  ควรแขวนพระที่ตรงข้ามกับพระทั่วไปเพื่อทำให้โฉลกในด้านการถูกคดโกงจึงควรแขวนพระที่เป็นพิมพ์แบบสะดุ้งกลับเหมาะที่สุด
·   0

13 ก.ย. 2555

"ข้อห้ามในการแขวนพระ" สิ่งสำคัญที่ควรศึกษา

ข่าวคนที่ถูกยิง ถูกแทง ถูกตีจนตาย ทั้งที่มีพระเต็มคอ ตะกรุดเต็มเอว พบเห็นได้ดาษดื่น บ่อยครั้งเป็นเหตุให้คนที่มีศรัทธาในของขลังเริ่มคลอนแคลน ที่ไม่ศรัทธาอยู่แล้วก็หยิบยกมาโจมตีว่า ไม่เห็น “วิเศษ” ดังคำคุย  เป็นเพราะอะไร

จะมีสักกี่คนที่คิดเจาะลึกลงไปถึงเบื้องหลังของสาเหตุว่า ทำไมวัตถุมงคลเหล่านั้นจึงไร้ “ประสิทธิภาพ” คิดแบบตื้นๆก็ต้องว่า ของขลังเหล่านั้นไม่ขลังจริง คิดให้ลึกไปอีกหน่อยก็ต้องว่า ของนั้น “เคยขลัง” แต่ต้องมาเสื่อมเพราะใครคนนั้นเอง คิดแบบลึกสุดใจก็ว่า “กรรม”

“กรรม” แปลว่าการกระทำ ซึ่งมีทังทำดี-ทำชั่ว พูดถึงตรงนี้ก็มีเสียงค้านกัน “ตึม” ว่า แล้ว “ไอ้เสือ” ที่ปล้น ฆ่าชิงทรัพย์ในยุคเก่าก่อนเล่า เหตุใดจึง “หนังดี” ทั้งๆที่เขาเหล่านั้นก็ทำชั่ว แต่ความขลังก็ยังคงอยู่ ทำไมไม่เสื่อม
ผมตอบทันที เพราะไม่ผิดครู...!!

ใช่ว่าผมจะไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อผลของกรรม แต่กรรมบางอย่างก็ไม่อาจให้ผลได้ในปัจจุบัน ทั้งคนที่เป็นเสือและคนที่เป็นเจ้าทรัพย์ ก็ล้วนแล้วแต่สร้างกรรมมาร่วมกัน เป็นเหตุให้ต้องมาพบกันในลักษณะนั้น เรื่องกรรมมันลึกซื้งซับซ้อนยากจะอธิบาย ต้องคุยกับระดับพระมหาเถระอาจกระจ่างได้บ้าง
แต่เรื่อง “แรงครู” คุยกับผมก็ได้

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา เคยเล่าให้ผมฟังว่า ท่านมีลูกศิษย์ผู้ชายอยู่ 2 คน สมมตินามว่า “ยอด” กับ “ยิ่ง” ทั้งสองเป็นคนใจถึง เข้าทำนอง “ใจนักเลง” (ไม่ใช่อันธพาล) เขา 2 คนนับถึงหลวงพ่อพุธมาก เคยมาขอพระจากท่าน ท่านก็ให้เหรียญ รุ่นดีเซลราง ซึ่งเป็นเหรียญรุ่นสองในชีวิตท่าน แต่เป็นรุ่นแรก ขณะที่มาเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสาลวัน แก่เขาไปคนละเหรียญ เขาก็แขวนคอทันที

แขวนไม่นาน ยอดก็ประคองยิ่งมาต่อว่าหลวงพ่อเป็นการใหญ่ว่า พระรุ่นเดียวกัน รับพร้อมกัน แต่ทำไมไม่ขลังเลย เจ้ายิ่งโดนยิงทะลุไส้แตก เพราะอะไร หลวงพ่อเงียบไปในทันที ไม่ใช่เงียบในลักษณะ “จน” แต่เป็นการ “ตรวจสอบ” บางอย่างโดยวิธีของท่าน สักพักท่านก็พูดเย็นๆ ขึ้นว่า
“เพราะเพื่อนคุณไปเปิดประตูทอง”

สองคนนั้นงง อะไรคือประตูทอง ท่านเฉลยต่อ “ก็คุณ” ชี้ไปที่คนถูกยิง “ไปด่าแม่เขาเข้านะสิ นั่นละเปิดประตูทอง” สองหนุ่มก็กระจ่างใจในบัดดล จึงขอขมาหลวงพ่อแล้วเล่าถวายว่า
เขาไปดื่มสุราในร้านอาหารแห่งหนึ่ง พบกับคู่อริที่ไม่ชอบหน้ากันเลยเกิดตะลุมบอนขึ้น เขามีกันสองคน แต่พวกนั้นมีเกือบสิบ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ถอย วาดลวดลายจนนักเลงมวยหมู่ตั้งตัวไม่ติด 1 ใน 10 นั่นก็เลยชักปืนขึ้นมาแล้วกระโดดเข้าล็อกคอหนุ่มยอด เอาปืนกดขมับแล้วลั่นไกทันที

เล่าถึงตอนนี้หลวงพ่อทำมือทำไม้ประกอบ พลางว่า “มันยิงดัง..แต๊บ...แต๊บ...แต๊บ...สามนัดแต่ไม่ออก” ข้างหนุ่มยิ่งเห็นคู่อริเอาปืนจ่อหัวเพื่อนก็เข้าใจว่า “ข้างหนุ่มยิ่งเห็นคู่อริเอาปืนจ่อหัวเพื่อนก็เข้าใจว่า “ขู่” ให้กลัวเท่านั้น จึงร้องตะโกนออกไปว่า “...แม่! แน่จริงมึงอย่าใช้ปืนสิวะ” ไอ้คนยิงฉุนกึก ใจกะจะฆ่าอยู่แล้วไม่ใช่แค่ขู่ เลยเบนกระบอกปืนไปที่คนปากเก่งแล้วลั่นไก
“ปัง”

แม่นยังกับจับไปวาง กระสุนทะลุท้องทันที หนุ่มยิ่งถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้น คู่อาฆาตเห็นท่าไม่ดี เลยเผ่นตะโพงกันไปหมด ทั้งสองจึงมีเรื่องมาต่อว่าหลวงพ่อด้วยประการฉะนี้

ก็เหรียญรุ่นเดียวกันรับพร้อมกัน อันหนึ่งยิงออก อันหนึ่งไม่ออก ทำไมจะไม่แปลกใจ เดชะบุญว่าหลวงพ่อมี “จิตรู้” ที่แจ่มใส ท่านจึงทราบความเป็นมาเป็นไปของคนทั้งสอง แล้วตอบ “เคลียร์” ให้เข้าใจหาไม่แล้วหลวงพ่อคงถูกให้ร้ายว่าไม่เก่งจริง

ได้โอกาสผมจึงเรียนถามว่า “แสดงว่าพระของหลวงพ่อห้ามคนแขวนด่าพ่อด่าแม่ใช่ไหมครับ” ท่านตอบว่า “ไม่ใช่แต่ของหลวงพ่อดอก ของใครก็ห้ามเหมือนกัน เพราะพระสงฆ์เวลาปลุกเสกพระ ท่านก็เชิญคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ มาเหมือนๆกัน ฉะนั้นเมื่อไปลบหลู่คุณของท่านเหล่านั้น มันก็เท่ากับเราลบหลู่ครูบาอาจารย์ของเราด้วย”
“สรุปว่าพระของหลวงพ่อห้ามอะไรบ้างครับ”

ท่านยิ้มแล้วว่า “พระของหลวงพ่อห้ามคนแขวนลบหลู่บุพการี (คือพ่อแม่) ของตัวเอง และคนอื่น ห้ามลบหลู่ครูบาอาจารย์ของคนอื่น ถ้าทำได้อย่างนี้พระนั้นขลังจริง”

นั่นเป็นข้อห้ามที่ฟังมาจากท่าน
อาจื๊อ (คุณเพียรวิทย์ จารุสถิติ) เคยเล่าให้ผมฟังว่า คนแขวนพระหลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ตั้ง 3 องค์ แต่ถูกยิงตาย ประดาศิษย์มาซักไซ้เอากับหลวงปู่ถึงกุฏิ เพราะพระที่แขวนก็แท้ แต่ถูกยิงเข้า หมายความว่าอย่างไร เรื่องนี้มันสั่นประสาท “คนเป็น” ที่ยังแขวนพระท่านเสียจริง จึงต้องถาม
ทำไมเป็นอย่างนั้น?

ท่านเงียบไปอึดใจ ก่อนตอบว่า
“พ่อแม่มัน มันยังไม่เอา จะให้พระเอามันได้อย่างไร”
สืบไป สืบมา ได้ความว่า เขาคนนั้นเป็นคนขี้เหล้า ขี้พนัน เมื่อขอเงินพ่อแม่ไม่ได้ก็ประเคนให้ด้วยแข้ง เข่า ไม่เอาพ่อเอาแม่จริงๆ

นี่ถ้าหลวงปู่ไม่แจ่มแจ้งในเชิง “ฌาน” ต้องจนแต้มอย่างไม่ต้องสงสัย
นั่นเป็นเรื่องที่สองพระเถระต่างวัยต่างยุคสมัยบอกเล่าได้ตรงกัน แสดงถึงข้อห้ามอย่างชัดเจนว่า พ่อ-แม่ เป็นของสูง จะนำมาพูดจาบจ้วงล่วงเกินไม่ได้เลย มิฉะนั้นจะมีผลดังที่เล่ามา
ยังไม่จบเพียงนั้น

เพื่อนผมคนหนึ่งแขวนเหรียญ “พ.ฆ.อ.” เนื้อเงิน เป็นรูปสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) พระอุปัชฌาย์ของท่านเจ้าคุณนรฯอยู่ เหรียญนี้ท่านเจ้าคุณนรฯ ได้ทำการอธิษฐานจิตให้ถึง 2 ครั้ง 2 คราว เรียกว่า “ขลัง” พอดู
เมื่อผมพบเขาเรื่องที่คุยก็ไม่พ้นพระ ตอนหนึ่งผมถามว่ามีภรรยามาแล้วตั้ง 2 คน เวลาหลับนอนแบบนั้นถอดพระบ้างไหม เขาตอบอย่างมั่นใจ “ไม่ถอด” ผมตกใจมาก แต่ก็ทำหน้าให้เป็นปกติ ถามต่อว่า แล้วไปเที่ยวสถานบริการที่มีผู้หญิงแบบนั้น ถอดไหม “ไม่เคยถอด” หนำซ้ำเขายังถามคืนว่า “ถอดไปทำไม พระอยู่ที่ใจ”

เออ ! คนเรานี่ก็แปลก ถ้าว่าพระอยู่ที่ใจจริง แล้วจะแขวนพระเครื่องไปทำไมเล่า แล้วพระอะไรหนอที่เข้าไปสิงใจเพื่อนผมแล้วชวนมันไปเที่ยวที่อย่างว่า ชวนมันไปกินเหล้า ถ้าพระชนิดที่มันบอกมีจริง โปรดอย่ามา “อยู่ที่ใจ” ผมเลย
ผมเสียว !

แล้ววันแห่งความพลิกผันในชีวิตของเขาก็มาถึง เมื่อวันหนึ่งเพื่อนเอาปืนมาหยอก แล้วลั่นไกแบบหยอกๆ ลูกปืนก็เลยออกแบบหยอกๆ แต่ผลของมัน “ไม่ใช่หยอก”

เพราะมันทะลุปอดซ้าย แล้วไปหยุดอยู่ที่กระดูกสันหลัง เมื่อแพทย์โรงพยบาลสมิติเวชดึงหัวกระสุนปืนออก น้ำไขสันหลังก็เยิ้มหนืบตามลูกกระสุนออกมาราวกับเยลลี่ ผลของมันก็คือทำให้เพื่อนของผมเป็นอัมพาตตั้งแต่เอวลงไปสุดปลายเท้าตลอดชีวิต

สังเวยความดื้อ ด้วยวัยเพียง 24 ปี
เมื่อผมไปเยี่ยม เขารำพึงว่า “เชื่อนายเสียก็ดี” ผมมาคิดดูว่าถ้าเขาต้องมีอายุขัยสัก 70 ปี เขาต้องทรมานอย่างนี้ไปอีกตั้งเท่าไหร่ มันไม่คุ้มเลยกับที่เราเชื่อความเห็นของตนเองชนิดที่ไม่ยอมรับครูบาอาจารย์ เรื่องทำนองนี้ยังมีอีก
รุ่นน้องของผมคนหนึ่งชื่อ “จุ๊” มาขอพระหลวงปู่ทิม อิสริโก จากผม เพราะรู้ว่าผมมีเยอะ ผมก็ให้เหรียญห่วงเชื่อม 8 รอบไป เขาก็รีบนำไปเลี่ยมพลาสติกแขวนคอ วันหนึ่งเกิดอยากเที่ยวที่แบบนั้นประสาหนุ่มน้อย ก็ชวนน้องชายขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่โรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งในตัวเมืองชลบุรี

ด้วยความที่ผมย้ำ “ข้อห้ามสากล” สำหรับพระทุกชนิดว่า

1. ห้ามด่าแม่
2. ห้ามเป็นชู้ลูกเมียเขา
3. ห้ามใส่พระเข้าสถานบริการทางเพศ หรือใส่มีเพศสัมพันธ์เด็ดขาด
ถ้าฝ่าฝืน พระต้องเสื่อมแบบถาวร อย่างไม่ต้องสงสัย หนุ่มจุ๊ก็ได้คิด ก่อนจะเข้าไปเลยถอดพระออกจากคอไปสวมให้น้องชาย นาม “โจ้” ไว้แทน และกำชับว่าให้คอยอยู่นอกรั้วนี้ ห้ามเข้าไปเด็ดขาด พี่จะเข้าไปคุยกับเพื่อนเดี๋ยวออกมา ว่าแล้วก็จ้ำอ้าวเข้าไป ปล่อยให้น้องโจ้คอยอยู่นอกรั้ว

ข้างหนุ่มโจ้รออยู่ครึ่งชั่วโมง พี่ชายก็ไม่ยอมออกมา แดดก็ร้อน เลยคิดว่าขอเข้าไปหลบแดดที่ชายคาบ้านคงไม่เป็นไร คิดแล้วก็ล็อกมอเตอร์ไซค์ พลางเดินมุ่งตรงไปที่ตึก เพียงแค่หนุ่มโจ้เดินผ่านประตูรั้วเหล็กเข้าไปเท่านั้นเขาก็ต้องตกใจชะงักอยู่กับที่เมื่อได้ยินเสียงวัตถุบางอย่างแตกดัง “เปรี๊ยะ”

เสียงนั้นอยู่ใกล้เหลือเกิน โจ้จึงก้มลงมองหารอบๆเท้า ด้วยเข้าใจว่าคงเหยียบเศษอะไร แต่ก็ไม่พบ ครู่เดียวก็เกิดเอะใจจึงล้วงสร้อยคอออกมาดู ปรากฏว่าพลาสติกที่เลี่ยมเหรียญหลวงปู่ทิมเกิดการ “ระเบิด” ย่อยๆ จนพลาสติกแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เฉพาะตรงด้านหน้าที่เป็นรูปท่านเท่านั้นที่คงสภาพเดิม
น่าอัศจรรย์จริงๆ

โจ้ยืนงงคิดไม่ตกอยู่กับที่เป็นนานสองนาน เมื่อพอจะเข้าใจได้ลางๆ ก็เผ่นพรวดออกมายืนข้างมอเตอร์ไซค์ พอพี่ชายตัวดีเดินตัวลอยกลับมาก็ฉะเสียยกใหญ่ คาดคั้นว่าที่เข้าไปไม่ใช่บ้านเพื่อนใช่ไหม พี่ก็โวยวายว่ารู้ยังไง อย่ามามั่ว โจ้จึงงัดพระออกมาให้ดู
เลยเงียบไปอีกคน

แล้วสารภาพเสียงอ่อย “เออ! นั่น...ซ่อง...” จากนั้นก็ตรงมาหาผม 2 คนนั่นเลยได้ฟังเทศน์เสีย 3 ชั่วโมงรวด ก็ผมเสียดายของผมนี่นา

ผมเก็บเหรียญนั้นไว้ถึง 3 ปี เพื่อเป็นตัวอย่างบอกเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง จนพระหลวงปู่หายากเข้า คุณป๊อบ เจ้าของร้านข้าวมันไก่โอเชี่ยนจึงมาออดอ้อนขอเอาไป ไม่อย่างนั้นผมจะมีรูปเหรียญทั้งพลาสติกเดิมมาให้ชม
เห็นไหมเรื่อง “มาตุคาม” กับพระเข้ากันได้เมื่อไร กรณีหนุ่มจุ๊ถือว่าโชคดีที่หลวงปู่ทิมท่านเมตตา “แสดง” ให้รู้ว่าอาตมาไม่อยู่ด้วยละ แต่กรณีท่านเจ้าคุณนรฯท่านไปแบบเงียบๆ คนแขวนเลยไม่ทันระวังตัว อันตรายจริงๆ

พูดเรื่องนี้มีอีกเยอะ เพื่อนบางคนแขวนเหรียญหลวงปู่แช่ม วัดฉลอง จ.ภูเก็ต เข้าสถานบริการกลับออกมาเหลือแต่ตลับ เหรียญข้างในหายจ้อย สร้อยก็อยู่กับคอ ตลับก็ไม่ได้เปิด พระไปได้อย่างไร อีกคนใส่ตะกรุดหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ เกิดหักโป้งเป็น 2 ท่อน ทันทีที่ใต้ชั้น 2 ของที่อย่างว่า
ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่

เดี๋ยวจะเหมือนเพื่อนผมที่เอาอนาคตมาดับเพราะความดื้อรั้นของตัวเอง ด้วยข้อห้ามสากลทั้งหมดนั้นใช่ว่าผมจะบัญญัติขึ้นมาเองเสียเมื่อไร ผมก็ถามไถ่เอาจากครูบาอาจารย์เสียทั้งนั้นแหละครับ ทุกองค์บอกเหมือนกันเดี๊ยะ ผมก็ไม่กล้าดื้อกับท่านดอก

เพราะยังเสกเองไม่เป็น
ทั้งหลายทั้งปวงที่เล่ามานั้นเป็นเรื่องของข้อห้ามสากล ทีนี้ก็เป็นเรื่องของ “ข้อห้ามเฉพาะ” บ้างละ ข้อห้ามเฉพาะ คือ พระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังประดามีที่ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ แต่ละสำนักจะบัญญัติเอาไว้ว่า ห้ามอย่างนั้น อย่างนี้ หากว่าไม่ยอมทำตาม ผลน่ะหรือ...
เสื่อมสนิท

เช่น พระหลวงพ่อมุม อินทปัญโญ วัดปราสาทเยอร์ จ.ศรีสะเกษ มีข้อห้ามเฉพาะ ดังนี้
1. ห้ามลอดไม้ค้ำต้นกล้วย
2. ห้ามใช้มือทั้งสองกอบน้ำในบึง หนอง คลอง ที่ตนลงเล่นมาดื่มกิน
นี่คือข้อห้ามเฉพาะที่จำเป็นต้อง “ถือ” ต่อท้ายข้อห้ามสากล คนชอบซื้อพระเคยฉุกคิดบ้างไหม หรือสนแต่ซื้อขายอย่างเดียว ถ้าเป็นดังนั้น อย่าแปลกใจเลยหากจะมีข่าวคนถูกยิงทะลุทั้งๆที่ใส่พระหลวงพ่อมุม
โทษท่านได้ไหมว่า “ไม่ขลัง”

หรือ แหวนมหาสัตตโลหะของหลวงพ่ออั้น คันธาโร วัดพระญาติการาม จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ห้ามแกว่งมือจุ่มนิ้ว ลงในแม่น้ำลำคลอง หรือแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งหลาย มิฉะนั้นชักขึ้นมาจะเหลือแต่มือเปล่า
แหวนไปไหน?

ข้อนี้ไม่ทราบ ทราบแต่ว่าไปขอคืนได้ที่กฏิ เพียงแต่ทนฟังท่านดุด่าเสียหน่อยเป็นค่าแหวน นี่ลุงผมเจอมากับตัว หรือตะกรุดมหาจักรพรรดิของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก ที่มีข้อห้ามว่า “อย่าพกพาต่ำกว่าเอว” เพราะของๆท่านสำเร็จขึ้นด้วยบารมีของพระพุทธเจ้าเอาพระพุทธเจ้าไว้ต่ำได้หรือ!

หรือของหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ วัดเพชรบุรี จ.สุรินทร์ ทุกชนิดมีข้อห้ามที่ว่า ไม่ให้กินเหล้ากินเบียร์อย่างเด็ดขาด กินเมื่อใดเสื่อมเมื่อนั้น
วลี “ไปสุรินทร์ต้องกินสุรา” คงถูกโค่น เพราะหลวงปู่นี่แหละ
แล้วมันน่ากลัวดีไหม ถ้าเก็บพระของหลวงปู่หงส์ตกทอดไป 10 ปี 20 ปี ลูกหลานไม่รู้ข้อห้ามเอาใส่ไปกินเหล้า แล้วเกิดตีกัน ลูกหลานท่านจะเป็นอย่างไร
เหล่านี้คือสิ่งที่ควรศึกษาให้รู้ก่อนแขวน

ยังมีอีกเยอะแยะ มากมายครับ เขียนมากไปก็เกรงจะเป็น “สอนพระสังฆราช” อีก จึงได้แต่วิงวอนผู้เลื่อมใสในพระเครื่องของขลังจงระวังระไว จะแขวนจะคาดสิ่งใดโปรดตรวจสอบที่มาที่ไปก่อนเถิด อย่าตามใจตัวเองจนเก่งเกินครู ไม่อย่างนั้นท่านอาจจะต้องเสียใจในภายหลัง
ขอให้จงรู้แจ้งเห็นจริงทุกท่าน สวัสดีครับ...

ที่มา : รณธรรม ธาราพันธุ์
·   0

พระเครื่องประจำปีเกิด (คนเกิดปีฉลู)

คนเกิดปีฉลู  มีโฉลกประจำคือเกิดเป็นมนุษย์ผู้ชาย มนุษย์ผู้ชายก็คือบุรุษทั่วไป มีรักโลภโกรธหลงเป็นธรรมดา มีความอดทนและต่อสู้เหมือนกับบุรุษเพศผู้เป็นผู้นำของสังคมและครอบครัว

เนื่องมาจากพลังชีวิตของคนปีฉลูคือดิน จึงควรแขวนพระเนื้อดินที่สร้างจากพระแม่ธรณีเป็นหลัก จะผ่านการเผาไฟหรือไม่ผ่านการเผาก็ไม่เป็นข้อรังเกียจใดๆ เพราะพลังชีวิตคือดิน ที่ผสมผสานกับพระเครื่องอยู่แล้ว ให้ใช้พระเครื่องเนื้อดินเป็นหลัก

เกิดวันอาทิตย์ แขวนพระเสริมวาสนา เช่น ผงยาวาสนาหรือพระปิดตามหาลาภ(ไม่ปิดทวาร) พระสีวลี พระปางลีลา ไปจนถึงพระสังกัจจายน์

เกิดวันจันทร์ แขวนพระที่มีพระหลายองค์รวมอยู่ในองค์เดียวกัน เช่น พระเจ้าห้าพระองค์ หรือพระที่มีจำนวนตั้งแต่สององค์ขึ้นไป ถ้าหาไม่ได้ก็ให้แขวนพระพิมพ์ที่มีพระอัครสาวกอยู่ด้วย เพื่อเสริมบารมีในด้านบริวารควรเป็นเนื้อผสมส่วนผสมหลายอย่างจะดีที่สุด

เกิดวันอังคาร แขวนพระมหาอุดปิดทวารหรือเต่าเรือนเพื่อเป็นเคล็ดถึงการสำรวมระวังในการลงทุน พระปิดทวารจะทำให้นึกถึงการไม่ทำอะไรเกินตัว เต่าก็คือให้หดหัวเมื่อภัยมา คืออย่าลงทุนมากนั่นเอง

เกิดวันพุธ แขวนพระที่มีคำว่าเดี่ยวอยู่ด้วย เช่น พระเดี่ยวดำ พระเดี่ยวแดง สวนเดี่ยว พลายคู่ตัดเดียว เป็นการเสริมโลกที่จะต้องทำอะไรด้วยตัวเองเดี่ยวๆ จะได้ระลึกถึงและถูกโฉลกกับตัวเอง

เกิดวันพฤหัสบดี ให้แขวนพระที่มีชื่อว่า "คง" เช่น พระคง หลวงพ่อคง หรือพระอาจารย์มั่น เพราะถูกโฉลกและจะเตือนให้รู้จักเก็บทรัพย์ให้มั่นคงและคงที่

เกิดวันศุกร์ ควรแขวนพระที่หนุนโฉลกตัวเองซึ่งอาภัพ อันได้แก่ พระที่มีคำว่าเศรษฐี หรือเงินแสน เงินล้าน พระทุ่งเศรษฐี (ใหม่ๆ แต่ปลุกเสกแล้วก็ได้) พระที่ลงท้ายคำว่า รุ่นมหาเศรษฐีหรือขวัญถุง

เกิดวันเสาร์  ควรแขวนพระที่มียันต์เกราะเพชร เพราะโฉลกของท่านเป็นคนขี้โรคและถูกใส่ไคล้เสมอ จึงต้องแขวนพระที่มียันต์เกราะเพชร หรือพระที่เป็นรูปโล่ จึงถูกโฉลกกับตัวท่านเอง
·   0

12 ก.ย. 2555

พระเครื่องประจำปีเกิด (คนเกิดปีชวด)

คนเกิดปีชวด มีโฉลกประจำปีเกิดเป็นเทวดาผู้ชาย เทวดาผู้ชายนั้นมีลักษณะแคล่วคล่องว่องไวและมีอำนาจทั้งยังมีพรหมวิหารอีกด้วย

เนื่องด้วยพลังชีวิตของคนปีชวดคือน้ำ น้ำคือความร่มเย็นพระที่ควรจะใช้ ควรจะเป็นพระที่มีความเย็นที่ไม่ผ่านไฟได้แก่ พระเนื้อผง หรือพระเครื่องเนื้อดินที่ไม่ผ่านการเผา พระที่แกะจากหินธรรมชาติหรืออัญมณี หรือพระที่เป็นเศษอัญมณีมาอัดกัน เข้าเป็นองค์พระโดยไม่ผ่านธาตุไฟ เป็นหลักในพวงพระเสมอไป

เกิดวันอาทิตย์ เหมาะที่จะแขวนพระที่มีเมตตาเป็นหลักอันได้แก่ พระปิดตา พระสีวลี พระสังกัจจายน์

เกิดวันจันทร์ ควรแขวนพระที่คล้ายกับโฉลกงาน เช่น พระทรงเครื่องที่มีลวดลายประกอบอย่างงดงามหรือ พระพรหม พระพิฆเณศวร์

เกิดวันอังคาร ควรแขวนพระไสยาสน์ หรือพระปางสมาธิ จะเป็นพระที่ผ่านไฟหรือไม่ ไม่เป็นไร เพราะพระทั้งสองปางหมายถึงความสงบระงับ จะแก้ความร้อนจากใจลงไปได้

เกิดวันพุธ เนื่องจากชีวิตมีแต่โรคภัยจึงเหมาะจะแขวนพระที่ทำจากต้นไม้ใบยา เช่น พระว่าน พระขมิ้นเสก พระไพลเสก พระเนี้อผงผสมว่านก็ใช้ได้เหมือนกัน

เกิดวันพฤหัสบดี ควรแขวนพระที่จะมารับหน้าพระอังคารที่เป็นใจคือพระปางป่าเลไลยก์ (วันพุธกลางคืน) พรือพระราหูที่เป็นเนื้อผงหรือเนื้อโลหะ เพราะพระราหูกับพระอังคารเป็นพระมหามิตรกันจะรับหน้า ทำให้พระอังคารไม่อาจจะมาเบียดเบียนดวงชะตาได้

เกิดวันศุกร์ ควรแขวนพระพิมพ์ที่มีพระอัครสาวกอยู่ซ้ายและขวา เพราะจะเป็นโฉลกที่แก้กัน ดาวที่ควบคุมจิตและปากเอาไว้ เพราะพระพุทธองค์และพระสาวกนั้นหมายถึง การปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาตามสายงานอันถูกโฉลกกับคนที่เกิดวันนี้จะแก้โฉลกให้ดีได้

เกิดวันเสาร์  ให้แขวนพระปางห้ามสมุทรยกพระหัตถ์สองข้าง เพราะโฉลกของคนเกิดในวันนี้นั้นเสีย ที่ชอบออกรับแทนคนอื่นจึงต้องแขวนพระปางห้ามสมุทร ซึ่งจะแก้เคล็ดและทำให้ยับยั้งชั่งใจได้
·   0

11 ก.ย. 2555

ประวัติหลวงพ่อพระชีว์

หลวงพ่อพระชีว์ วัดบุรพาราม จ.สุรินทร์

หลวงพ่อพระชีว์  ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารจตุรมุข วัดบูรพาราม หน้าตักกว้าง  2 เมตร 9 เซนติเมตร โดยประมาณ  เป็นพระพุทธรูปสมัยโบราณ  ที่ไม่มีท่านผู้ใดสืบประวัติให้เป็นที่แน่ชัดได้ว่า  สร้างเมื่อปี พ.ศ. ใดแน่นอน  ทั้งนี้เพราะไม่มีการจารึกเป็นลายลักษณ์อักษร  ให้ปรากฏไว้ในที่ใดเลย   เป็นพระปางสดุ้งมาร  เนื้อดินเผาอัดแน่น  โดยไม่อาจทราบว่าด้านในนั้นเป็นอะไรบ้าง  และมีพุทธลักษณะละม้ายไปทางศิลปะแบบขอมในยุคขอมเรืองอำนาจ

โดยเหตุที่ไม่มีใครทราบประวัติความเป็นมาที่แน่นอนดังกล่าวนั่นเอง จึงมีการสืบสานเล่าต่อกันมา ที่ไม่ค่อยจะตรงกันมากนัก ทั้งนี้ก็แล้วแต่ท่านผู้ใดจะสืบทราบกันมาอย่างไร  แต่พอสันนิษฐานได้จากการบอกเล่าที่ไม่ค่อยตรงกันเท่าใดนัก

อนึ่งในสมัยนั้นตามโบสถ์วัดต่าง ๆ ที่จะมีพระพุทธรูป หรือพระประธาน ที่หล่อด้วยโลหะ
มีพุทธลักษณะถูกต้องและสวยงามเหมือนทุกวันนี้ หาได้ยากยิ่งนัก  กล่าวได้ว่ายังไม่มีเลยนั่นเอง  มีเพียงช่างตามหมู่บ้านที่พอจะแกสลักไม้ หรือปั้นด้วยดิน ทำเป็นรูปพระ  พอเป็นที่กราบไหว้บูชาในที่นั้นเท่านั้นเอง

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ วิหารหลวงพ่อพระชีว์ที่สร้างในยุคนั้น ทำไมจึงยกพื้นสูงมาก คือ พูนดินเป็นพื้นสูงกว่าทุกแห่งที่เห็นในปัจจุบัน  นับจากพื้นราบขึ้นไป  เป็นขั้นบันไดถึง  13 ขั้น  คงมีความหมายแสดงความนับถืออย่างสูงสุดนั่นเอง  กาลต่อมาท่านเจ้าเมืองพิจารณาเห็นว่า  พระประธานยังมีขนาดเล็กอยู่  ไม่เหมาะสมกับวิหาร  ซึ่งมีขนาดสูงใหญ่  จึงระดมหาช่างผู้ชำนาญมาขยายให้ใหญ่ขึ้น  ด้วยวิธีนำเอาดินเหนียวจากแม่น้ำลำชีมาผสมกับมูลเถ้า ซึ่งเผาจากต้นไม้ชนิดหนึ่ง  ชาวพื้นเมืองเรียกว่า “ต้นจลีก”  แล้วใช้น้ำมันจากต้นยางบดผสมกันอย่างละเอียดอ่อน ปั้นอัดเป็นองค์ขนาดใหญ่ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน  เป็นอันว่าหลวงพ่อพระชีว์ เป็นพระพุทธรูปเนื้อดินปั้น อัดแน่นอย่างดี  มีนามว่า “หลวงพ่อพระชีว์” (ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “หลวงตาประจี”) ทั้งนี้เพราะมีสิ่งที่เกี่ยวเนื่องมาจากแม่น้ำลำชีนั่นเอง ถือว่าเป็นพระคู่บ้าน คู่เมือง หรือพระประธานเมืองคู่กับหลักเมือง

ข้อสังเกตและความจริงประวัติศาสตร์ของการสร้างเมืองแต่ละเมืองนั้น คือชัยภูมิสำหรับ
ตั้งเมือง   เพราะหลักของเมืองนั้นคือ องค์ประธานที่เป็นหลัก  ซึ่งจะต้องนำสิ่งที่เป็นวัตถุให้มองเห็นรูปธรรม  ด้วยความหมายที่เป็นมงคล  ซึ่งอาจจะสร้างด้วยศิลา  หรือไม้ที่เป็นมงคล  เช่น ไม้ชัยพฤกษ์  หรือไม้คูณ  ไม้สัก ก็แท้แต่เลือก  หลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้งรัชกาลที่ 1 นั้น  ตามเอกสารโบราณกล่าวว่าเป็นเสาไม้ชัยพฤกษ์  มีไม้แก่นจันทร์ประกบนอก  สูง  187 นิ้ว ลงรักปิดทอง  ยอดเสารูปบัวตูม

เท่าที่ยกตัวอย่างมาเพียงเท่านี้ ก็เป็นการยืนยันได้แล้วว่า  ในการสร้างเมืองทุกเมือง  จะต้องการตั้งหลักเมืองเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็น  เพราะเป็นที่รวมของศิริมงคล และมิ่งขวัญของเมืองเป็นที่เคารพบูชา ของชาวเมืองนั้น ๆ  ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีสิ่งที่เคารพบูชาสูงสุดควบคู่กันไปด้วย  สิ่งนั้นคือ พระพุทธรูป หรือพระประธาน ที่สำคัญ และมีความหมายสำหรับชาวเมืองนั้น ๆ  ที่เขาเหล่านั้น  ถวายความยกย่องว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของเขา  ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทุกเมือง  ดังนั้นในยุคของการสร้างเมืองสุรินทร์  หลวงพ่อพระชีว์ ซึ่งพระพุทธรูปองค์ใหญ่  มีพุทธลักษณะแบบภูมิฐาน ที่ทั้งให้เกิดความเคารพและความยำเกรง ด้วยความนับถือในความศักดิ์สิทธิ์ ชาวเมืองแต่โบราณ ถึงปัจจุบัน  จึงถวายความเคารพนับถือว่า  เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของเขาได้อย่างสนิทใจ

ความเชื่อถือ และยอมรับในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อพระชีว์


ความจริง และความเป็นไปได้ มีอยู่ในโลกนี้อย่างสมบูรณ์ แล้วว่า ไม่ว่าสิ่งใด หรือวัตถุใด  และบุคคลใด  จะเป็นพระพุทธรูป หรือพระประธาน ศาลเจ้าหลักเมือง หรือศาลเทวรูปบูชาใดก็ตาม  เมื่อสิ่งเหล่านั้น เป็นที่ยอมรับนับถือ เป็นแดนแห่งความเคารพนับถือ ยำเกรง  ทำให้เกิดศรัทธาปสาธะ ของชนหมู่มากในถิ่นนั้น ๆ ได้แล้ว  วัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งมงคลเหล่านั้น ย่อมเกิดความศักดิ์สิทธิ์ และฤทธานุภาพได้อย่างน่ามหัศจรรย์  พร้อมทั้งเป็นเหตุอำนวยประโยชน์สุข  ให้เกิดพลังใจ สุขใจ และ
ปลื้มใจ แก่ผู้ที่เข้าไปกราบไหว้บูชา  ให้ดำรงตนอยู่ได้ด้วยความหวัง  และมีที่พึ่งทางใจ  มีพลานุภาพ
ให้เกิดความอบอุ่นทางใจอย่างมั่นคง

หลวงพ่อพระชีว์ ซึ่งเป็นปูชนียวัตถุ ตั้งแต่ยุคโบราณกาล ที่ชาวเมืองทั้งหลาย  ได้มอบพลังจิตรามไว้ด้วยความนับถือสักการะบูชา ตลอดมา ความศักดิ์สิทธ์ ฤทธานุภาพ ย่อมตั้งอยู่ที่องค์ท่าน  ทุกอย่าง  แล้วสิ่งนั้นแหละ  ที่รวมเป็นพลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ อำนวยประโยชน์สุขให้ตลอดกาล  เมื่อความเจริญมีอยู่ไม่ว่าในยุคนั้น ชาวเมืองทั้งหลาย ยังขาดการศึกษา ขาดที่พึ่งอย่างหลากหลายเช่นปัจจุบัน  เขาเหล่านั้นในขณะนั้นมองเห็นเพียงองค์หลวงพ่อพระชีว์เท่านั้นเป็นเครื่อง
ยึดเหนี่ยวทางใจ  เช่น  เมื่อมีภัยพิบัติเกิดขึ้นในยุคก่อน ๆ มีอหิวาตกโรค หรือโรคฝีดาษระบาด  ตลอดถึงข่าวลือว่าภูตผีปีศาจ จะมาเบียดเบียนให้ได้รับความพินาศ ให้ได้รับอันตรายต่าง  ๆ   ก็เป็นเหตุให้ชาวเมืองขวัญเสีย เขาเหล่านั้นก็จะมีจุดรวมใจอยู่ที่หลวงพ่อพระชีว์  พากันมากราบกรานบนบานศาลกล่าว  ขอพึ่งพระบารมีให้เหตุการณ์เหล่านั้นผ่านพ้นไปด้วยความสวัสดี

สิ่งที่ชาวเมืองทรงจำอยู่ และอัศจรรย์อย่างยิ่งคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคใกล้ปัจจุบันนี่เอง  ระหว่าง พ.ศ. 2484-2488  สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังเกิดขึ้น  โดยที่จังหวัดสุรินทร์  ก็ตั้งอยู่ติดกับประเทศเขมร  เมืองสุรินทร์จึงเป็นเป้าหมายในการโจมตีทิ้งระเบิด  เครื่องบินในยุคนั้น  ยังใช้วิธีลอบโจมตีทิ้งระเบิดเวลากลางคืน  ทางการได้ออกคำสั่งห้ามชาวเมืองไม่ให้จุดไฟเวลากลางคืน  วัดวาหรือบ้านที่มุงสังกะสีสีขาว สั่งให้เอาหญ้าคา หรือทางมะพร้าวปิดหลังคาไว้ให้มิดชิด  ไม่ให้เครื่องบินมองเห็นเป็นบ้านเมือง  ทุกหมู่บ้านมีการขุดหลุมหลบภัยไว้พร้อม  เมื่อได้ยินเสียงไซเรน หรือเสียงกลองสัญญาณหลบภัย   พร้อมทั้งได้ยินเสียงเครื่องบิน บินมาทีไร  ชาวเมืองก็ตกใจหวาดกลัวขวัญหนีดีฝ่อกันทั่วหน้าไปหมด ชีวิตทุกชีวิต  ดวงจิตทุกดวง จึงไปรวมอยู่ที่หลวงพ่อพระชีว์  ตั้งจิตอธิษฐาน บนบานศาลกล่าวให้หลวงพ่อช่วยปกปิดบ้านเมือง อย่าให้ศัตรูมองเห็นเป็นบ้านเป็นเมืองเลยลูกหลานจะได้ปลอดภัยทุกครั้ง

ด้วยเดชแห่งบุญ และพุทธานุภาพ  อันเกิดแต่พลังดวงจิตของชาวเมือง  ที่อธิษฐานขอบารมีหลวงพ่อพระชีว์ให้คุ้มครอง   ศัตรูเหล่านั้นถึงเมืองสุรินทร์ เห็นเป็นทะเลสาป ทะเลทราย และเห็นเป็นป่าดงเสียหมด  จึงหย่อนลูกระเบิดไม่เคยตรงเป้าหมายเลย  ชาวเมืองจึงพ้นจากภัยพิบัติตลอดมาอย่างน่าอัศจรรย์

กาลต่อมาอีก  เมื่อ พ.ศ. 2516  เกิดไฟไหม้จังหวัดสุรินทร์ครั้งใหญ่ที่สุด คือ เริ่มไหม้ตั้งแต่เวลาตี 4 รุ่งเช้าอีกเกือบตลอดทั้งวัน เหตุการณ์ครั้งนั้นรายแรงมาก เพราะเกิดไหม้ตรงจุดกลางเมืองที่มีหมู่บ้านร้านค้าแออัดที่สุด  แล้วไฟก็ลามไปเป็นวงกลม 10 ทิศ  จึงเหลือกำลังของรถดับเพลิง  เท่ากับปล่อยให้ไหม้ไปตามธรรมชาติเลยทีเดียว  ความโกลาหล อลหม่านวุ่นวายของชาวบ้าน ร้านตลาด  ที่ต่างคนก็ขนย้ายข้าวของหลบหนีไปวางไว้เต็มลานวัดไปหมด  ไฟเจ้าพยาบาทก็ไม่ยอมหยุดยั้ง  ลามปามจะถึงวัดอยู่แล้วพระเณรตกใจหนัก  วิ่งขึ้นกุฏิหลวงปู่ฯ  ขออนุญาตขนของหนีไฟ  เห็นหลวงปู่นั่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  พร้อมทั้งบอกพระเณรว่าไม่จำเป็น  เมื่อพระเณรลงมาแล้วยิ่งตกใจใหญ่เพราะไฟใกล้เข้ามา และไหม้วัดใกล้เคียงคนละข้างรั้วเกือบหมดแล้ว  จึงพากันรีบวิ่งขึ้นกุฏิหลวงปู่อีก  ท่านก็พูดเหมือนเดิมว่าไม่จำเป็น  คำว่าไม่จำเป็นของท่าน คือไม่จำเป็นต้องขนของหนีไปไหน

สักครู่หนึ่งเห็นหลวงปู่ลงมาจากกุฏิ  เดินตามธรรมดา มองดูเปลวไฟแวบเดียว  แล้วเห็นท่านเดินอ้อมวิหารหลวงพ่อพระชีว์ แบบเดินจงกรมสองสามรอบ  ก็กลับขึ้นกุฏิไปตามเดิม

เดชะบุญที่สักครู่หนึ่งลมก็เปลี่ยนทิศ  กลับกระพือพัดไปทางทิศที่ไหม้หมดแล้ว  จึงเป็นเหตุให้ไฟสงบหยุดอยู่เพียงแค่นั้น  บ้านข้างเคียงและวัดบูรพารามจึงปลอดภัยในกาลครั้งนั้นไปได้อย่างน่าอัศจรรย์  เสียงโจษขานของชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายว่า คงเป็นบารมีของหลวงปู่ และอานุภาพแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อพระชีว์นั่นเอง

หลวงพ่อพระชีว์มีส่วนช่วยทางราชการศาล


เนื่องจากชาวบ้านได้ถวายความเคารพนับถือยำเกรงดังกล่าว  หลวงพ่อพระชีว์จึงเป็นเหมือนหนึ่งผู้พิพากษา ในเรื่องคดีแพ่ง ช่วยราชการศาลได้อย่างมากตลอดมา  กล่าวคือ  กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กล่าวว่า ถ้าท่านกล้าสาบานหรือกล้าดื่มน้ำสาบานต่อหน้าหลวงพ่อพระชีว์  ข้าพเจ้าจะยกโทษให้ หรือเลิกดำเนินคดีกับท่าน  แล้วปรากฏว่ามีทนายโจทก์ หรือจำเลยพาลูกความ มาดื่นน้ำสาบานเป็นประจำ แล้วก็เลิก หรือจบคดีความกันที่โบสถ์หลวงพ่อพระชีว์   นอกจากนี้ บางเรื่องบางคู่กรณี ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ตกลงพากันมาดื่มน้ำสาบานกันเอง ก็จบลงแค่นั้นเลิกกินแหนงแคลงใจกันแต่โดยดี

บางครั้งมีท่านหัวหน้าศาล มาสนทนาธรรมกับหลวงปู่  แล้วกลาวปรารภถึงหลวงพ่อพระชีว์ว่า เท่ากับได้ช่วยเหลือศาลได้มากเหลือเกิน  คดีความแพ่งบางอย่างก็มาจบที่หลวงพ่อพระชีว์นี่เอง  เนื่องจากชาวบ้านยังถวายความเคารพนับถืออยู่มาก  ยิ่งกว่านั้น ได้ฟังมาว่า  ในอดีตเคยเป็นสถานที่ดื่มน้ำสัตยาบัน  เพื่อปฏิญาณตนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ของส่วนราชการ  ยิ่งกว่านั้นแม้บุคคลทั่วไปก็นิยมมาปฏิญาณตนเองเพื่อละเลิกอบายมุข  มีเลิกเหล้า เลิกยาเสพติด เลิกการพนัน  และบางคู่ก็มาสัญญาต่อความรัก  เพื่อซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน  บางคู่ก็แต่งงานกันมาเป็นเวลานานแล้ว  ไม่มีบุตรด้วยกันก็มาอธิษฐานขอบุตร ได้รับคามสำเร็จก็มีอยู่ทั่วไป  ตลอดถึงนักธุรกิจน้อยใหญ่ แม้นักการเมือง ก็นิยมมาอธิษฐานใจขอพลังแห่งความสำเร็จก็มีอยู่เป็นประจำตลอดมา

รวมแล้วคือ หลวงพ่อพระชีว์ ยิ่งแต่จะคงเป็นที่พึ่งทางใจให้แก่ประชาชนชาวเมืองได้ตลอดไป  อนึ่งบางท่านอาจจะเคยนึกสงสัยว่า พระชีว์  ซึ่งเกี่ยวกับลำน้ำชีดังกล่าวแล้วนั้น  ทำไมจึงมีตัว “ว  การันต์” อยู่ด้วยเรื่องนี้เคยได้ฟังท่านเจ้าคุณธรรรมฐิติญาณ (หลวงปู่โชติ)ท่านสันนิษฐานให้ฟังว่า  ด้วยความเคารพนับถืออย่างสูงสุดของชาวเมือง จึงถวายชื่อว่า “หลวงพ่อชีวิต”  หมายถึง ยามมีภัยพิบัติ ไม่ว่าสงคราม หรือภัยโรคระบาด ชีวิตเราพ้นภัยมาได้ทุกครั้ง  ซึ่งเท่ากับว่าท่านประทานชีวิตให้แก่เรา จึงได้นามว่าหลวงพ่อชีวิต หรือชีวะ เหลือไว้แค่  ว การันต์ ตัวท้ายไว้ก็มีความหมายถึงชีวิตได้เหมือนกัน

ด้วยเหตุองค์ท่านเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง หรือเป็นพระประธานของบ้านเมืองนั่นเอง  ทางบ้านเมืองรวมกับทางวัด จึงได้จัดให้มีงานประจำปี เรียกว่า  งานเทศกาลประจำปี
ปิดทองหลวงพ่อพระชีว์ ทุกปีตลอดมาเป็นประเพณีมานานแล้วตรงกับงานวันมาฆะบูชา เพ็ญเดือน 3 ของทุกปี


ประวัติการสร้างพระวิหารหลวงพ่อพระชีว์


เมื่อหลวงปู่ดูลย์  มาปกครอง และเริ่มพัฒนาวัดบูรพาราม ตั้งแต่ พ.ศ. 2477 นั้น โบสถ์หลวงพ่อประชีว์ ซึ่งเป็นไม้ชำรุดทรุดโทรมมาก  หลวงปู่ดูลย์ ร่วมกับตระกูล ศรีสุรินทร์ ได้สร้างขึ้นใหม่  แต่ก็ยังเป็นไม้เหมือนเดิม  ต่อมา พ.ศ. 2508  หลวงปู่ดูลย์ ได้ให้รื้อแบบไม้ออก แล้วสร้างขึ้นด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก  ทรงแบบจตุรมุขอย่างถาวร  เจ้าอาวาสต่อมา คือ พระรัตนากรวิสุทธิ์ ได้สร้างเพิ่มเติมให้ยอดตรงกลางสูงแบบทรงเจดีย์ มีช่อฟ้า ใบระกา ประดับด้วยกระจก และลวดลายทาด้วยทอง แต่ท่านได้มรณะภาพก่อนที่การบูรณะจะแล้วเสร็จ ต่อมาพระโพธินันทมุนีเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ได้ดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์ต่อจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2539  จัดให้มีการเจริญพระพุทธมนต์สมโภชน์เป็นการภายใน ตลอด 7 เดือน 7 วัน คือ ตั้งแต่วันที่  22  กุมภาพันธ์  2540   ถึง วันที่  29  กันยายน  2540

ขณะเดียวกันได้จัดหล่อรูปเหมือนหลวงพ่อพระชีว์ หน้าตัก  49 นิ้ว เป็นรูปจำลอง หล่อด้วยสัมฤทธิ์ สำเร็จเมื่อ วันที่  29  ตุลาคม  2540  พร้อมทั้งมีกำหนดงานฉลอง สมโภชน์ พระวิหาร และพุทธาภิเษก  พระรูปจำลองหลวงพ่อชีว์ เป็นครั้งยิ่งใหญ่  ในวันที่  9 กุมภาพันธ์  2541  โดยได้อาราธนา มหาเถระ  พระเกจิอาจารย์องค์สำคัญ  108 รูป  มาเจริญพระพุทธมนต์ และนั่งปรกพุทธาภิเษก  เป็นกรณีพิเศษด้วย  สำหรับหลวงพ่อพระชีว์องค์จำลองนี้  ประดิษฐานอยู่หน้าองค์ใหญ่ให้สาธุชน ทั่วไป ทำบุญปิดทองได้ง่ายและสะดวก  และเมื่อเทศกาลสงกรานต์ ก็เข้าขบวนแห่ไปรอบเมือง  เพื่อให้ประชาชนได้ถวายน้ำสรงโดยทั่วกัน

เป็นอันว่า พระวิหารที่ปฏิสังขรณ์ใหม่ ประดิษฐานหลวงพ่อพระชีว์อยู่นี้  เป็นปูชนียวัตถุ
ที่สวยงาม  ประดับวัดบูรพาราม  พระอารามหลวงแห่งแรกของจังหวัดสุรินทร์ และเป็นสง่าราศรีของบ้านเมืองต่อไปตลอดกาลนาน
·   0

10 ก.ย. 2555

เหรียญหลวงพ่อพระชีว์ เนื้อทองแดง



เหรียญหลวงพ่อพระชีว์ที่แนะนำน่าเก็บสะสมมาก เนื่องจากว่ารุ่นนี้หลวงปู่ได้อนุญาตให้จัดสร้างอย่างเป็นทางการ และหลวงปู่ได้แผ่เมตตาจิตตลอดพรรษาเลยก็ไม่ผิด เพื่อนนักสะสมสายหลวงปู่คงเคยได้ฟังได้อ่านผ่านตามาบ้างแล้วว่ามี รุ่นวางเฉย, รุ่นใส่ใจ, รุ่นสบายใจ, รุ่นสะดวกใจ, รุ่นลำบากใจ, รุ่นตื้อ, รุ่นปลอมอย่างแท้จริง, เหรียญหลวงพ่อพระชีว์เป็นหนึ่งในชุดนี้

อ้อ!!เหรียญเก๊รุ่นนี้มีออกมาแล้วครับ
·   0

9 ก.ย. 2555

เหรียญหลวงปู่ดุลย์ รุ่นกายทิพย์






เหรียญหลวงปู่ดุลย์ รุ่นกายทิพย์ รุ่นนี้จัดอยู่ในความนิยมไม่น้อยเช่นกัน จัดสร้างเมื่อปี พ.ศ.2521 มีเนื้อโลหะชนิดเดียวคือเนื้อทองแดง แต่มีแยกบางส่วนไปรมน้ำตาลและมีกะไหล่ทองลงยา สัดส่วนมีดังนี้

  1. เนื้อทองแดงกะไหล่ทองลงยา 5 สี จำนวน 2000 เหรียญ
  2. เนื้อทองแดงรมน้ำตาลและผิวไฟคละกันไป จำนวน 10000 เหรียญ
เหรียญลงยา 5 สีราคาจะสูงกว่าทองแดงไม่ลงยา 4-5 เท่าตัว  เหรียญเก๊ทำออกมาพอใช้ได้แต่ก็ยังเป็นพระเก๊อยู่วันยังค่ำ ยังไงก็มีจุดอ่อนซ้ำๆ แบบเดิมๆ "พื้นผิวเหรียญไม่ตึง ขาดความคมชัด จุดเล็กจุดน้อย เส้นเล็กเส้นน้อยถอดออกมาไม่ค่อยจะติด" เหรียญเก๊ด้านหลังองค์หลวงพ่อพระชีย์ ที่เส้นคอมีแค่เส้นเดียว เหรียญแท้จะมี 2 เส้น ลองชมภาพดูตามศรชี้
·   5

หลวงปู่ดุลย์ พระหล่อรูปเหมือน รุ่นแรก อุดกริ่ง





พระหล่อรูปเหมือน รุ่นแรก หลวงปู่ดุลย์ อตุโล เนื้อนวโลหะ ใต้ฐานอุดกริ่งโค๊ดรูปช้างชูดอกบัว 3 ดอก รุ่นนี้จัดสร้างโดย คุณ ประสิทธิ์ สมรรถวิทยเวช ร่วมกับทางวัดบูรพาราม จัดสร้างเมื่อปีพศ.2525 มี 2 เนื้อ คือ

  • เนื้อเงินจำนวน 550 องค์
  • เนื้อนวโลหะ จำนวน 3000 องค์
พระหล่อรูปเหมือน รุ่นแรกนี้ พูดได้คำเดียวว่าแรงเหลือเกินฉุดไม่อยู่ ไม่ใช่ว่ามีตัวเลขแล้วจะหาเช่าได้ทันที ต้องเป็นออเดอร์ใบสั่งไว้ก่อน แล้วใจเย็นๆ รอหน่อยไปก่อน สองปีที่ผ่านมาราคาหลักพันต้นๆ ตอนนี้หลักหมื่นต้นๆ ไม่เว้นแม้แต่พระย่อยในชุดของหลวงปู่ดุลย์  จะหาหลัก 100 ต้นๆ ก็เริ่มหายากเสียแล้ว

เมื่อตอนราคาเบาๆ ก็ไม่ได้ใส่ใจตามเก็บ มาไล่เก็บสะสมตอนราคาเริ่มแรงแล้ว แต่ไม่ห่วงครับสายนี้คอยติดตามดูแล้วจะเห็นว่าเป็นของจริง ไม่มีกลุ่มก๊วนรวมหัวกันสร้างราคาเหมือนบางรุ่น

หมายเหตุ พระเก๊องค์นี้ฝีมือดูจะห่างไปหน่อย เดือนกุมภาพันธ์นี้ ผมได้เช่ามาอีกองค์ที่ราคา 10000 กว่านิดหน่อย ปรากฎว่าเป็นพระเก๊เหมือนกัน แต่ขอบอกว่าใครไม่แม่นจริงมีสิทธิ์โดนทุบแน่นอน ขนาดผมดูรูปจากภาพถ่ายทบทวนอยู่หลายครั้งแล้วยังดูดี แถมมีใบรับรองพระแท้พร้อมกล่องเดิมๆจากวัด นับว่าเป็นบล็อคล่าสุดที่ทำเก๊ได้ดีมาก

เพิ่มเติม ขณะนี้มีบล็อคที่ทำเก๊เลียนแบบได้น่าดีมากๆ คงต้องดูจากองค์จริงเท่านั้นครับ ขอแนะนำหากไม่มีความชำนาญอย่าได้เช่าเด็ดขาด

·   0

8 ก.ย. 2555

มือใหม่หัดส่องพระ

การดูพระนั้นมีหลักการและหลักเกณฑ์มีองค์ประกอบสำคัญยิ่งมากมายหลายประการ ที่เราควรจะยึดเป็นหลักปฏิบัติได้ คือ

การส่องพระเครื่อง

  1. ต้องดูที่รูปทรงองค์ประกอบในองค์พระ ว่ามีศิลปอะไร, ยุคใด, สมัยใด, กรุไหน, ดูเนื้อหาสาระเรียกและรู้ชื่อของพระว่าชื่ออะไร? มีความนิยมหรือไม่ เป็นพระแท้หรือเปล่า? ต้องดูพระที่มีแสงสว่างพอควร
  2. ต้องดูที่มีความเก่าทางธรรมชาติหรือไม่ และต้องดูของใหม่ที่ใช้สารเคมีเพื่อให้เป็นของเก่าได้ด้วยยิ่งดี ถ้าใครไม่เรียนรู้เรื่องนี้ก็นับว่าอันตรายอยู่เหมือนกัน
  3. พระปั๊มในปัจจุบันมีเกร่อในท้องตลาด โดยนำเศษชินหรือพระที่มีเนื้อตะกั่วสนิมแดงมาปั๊ม เช่น พระแก้บน นำมาปั๊มตบตาผู้เช่าระวังไว้
  4. อย่าเกิดความอยาก (ความโลภ) ให้มากเกินเหตุเกินผลเพราะพระเครื่องมีหลายร้อย หลายพันชนิดนับไม่ถ้วน จงเลือกสรรเฉพาะพระที่ชอบ และพระที่มีชื่อเสียงที่เป็นของแท้รู้ที่มา
  5. เรื่องของการเรียนรู้เรื่องพระนี้ เป็นการเรียนรู้ยากสอนยาก นอกเสียจากว่า ผู้เรียนมีความตั้งใจจริงหรือไม่ มีความเชื่อถือจากผู้สอนหรือเปล่า
  6. การดูพระที่เฉียบขาด ต้องดูที่ตำหนิหรือจุดสังเกตในองค์พระเป็น ไม่ว่า พระพิมพ์ พระปั๊ม พระหล่อ ผิวพื้นในองค์พระต้องมีตำหนิทั้งสิ้น จะมีมากมีน้อยเท่านั้น สำหรับพระปลอมจะมีเส้นตำหนิแผ่วบางกว่าของจริง เหตุที่บางหรือเลือนลางเพราะเขาถอดพิมพ์จากของจริงมา
  7. เส้นตำหนิ ในพระแต่ละองค์มีลักษณะรูปร่างเป็นอย่างไร มีขนาดไหน เป็นเส้นน้ำตก, เส้นขนแมว, เส้นใยบัว, หรือเส้นรากไม้, ไข่ปลา อย่างไร จงจำให้แม่นยำ เพราะถือเป็นเส้นครู
  8. พระแต่ละเมืองทั่วประเทศไทย มีส่วนผสมของเนื้อพระไม่เหมือนกัน เพียงแต่คล้ายคลึงกัน แม้แต่พระเกจิอาจารย์องค์เดียวกันสร้างพระแต่ละครั้ง แต่ละรุ่น ก็ไม่สามารถเหมือนกัน (เนื้อ) ถึงแม้ว่าจะใช้สูตรเดียวกัน แต่ผิดกันที่ระยะเวลา
  9. พระเก่าที่มีอายุมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อประเภทใดก็ตามจะมีลักษณะประจำตัวอยู่อย่างหนึ่งซึ่งสัมผัสได้ด้วยสายตาคือจะมีลักษณะแห้งผาก คนที่ดูพระไม่เป็นจะดูไม่ออกเลย
  10. เราศึกษาเรื่องพระอะไร เราต้องเอาพระแท้มาเป็นแม่แบบหรือนำมาเป็นตัวอย่างดูไปทีละขั้นตอน หรือไล่ไปทีละอย่าง ๆ เป็นการอ่านไปทีละขั้นว่า ในองค์พระนั้น ๆ มีมวลสารอะไรบ้างเป็นส่วนผสม พยายามหาของจริงมาเปรียบเทียบ และหาครูอาจารย์ที่มีความจริงใจเป็นที่ปรึกษา ต้องลดทิฐิมานะยอมเป็นผู้มีอาจารย์ เมื่อรู้แล้วอย่าทรนงตน อย่าเห่อเหิมทะเยอะทะยานให้คนอื่นหมั่นไส้


การศึกษาเรื่องพระเครื่อง แตกต่างกับเรื่องของพระสงฆ์มากมายหนักหนา พระสงฆ์ในปัจจุบันมีเรื่องราวต่าง ๆ นานามากมาย เช่น กินเหล้ากินยา ทอดแหหาปลา ปล้ำสาวในบาร์ แต่งกายเลียนแบบทหาร อะไรต่อมิอะไรมากโข ทำให้พระศาสนามัวหมอง แต่ยังมีพระสงฆ์จำนวนมากเป็นสงฆ์ที่ดีเป็นศรีสง่าของพระศาสนาเป็นอันมาก เราอย่าเอาเรื่องพระสงฆ์ประเภทนั้นกับพระเครื่องมาปะปนกันจะทำให้เราหมดศรัทธา เรามาตั้งใจศึกษาค้นคว้าเรื่องของพระเครื่องกันดีกว่า แน่นอนกว่า สบายใจกว่า ไม่รกสมอง
·   0

หลวงพ่อพระใหญ่ บ้านท่าไคร้

หลวงพ่อพระใหญ่ วัดโพธาราม
หลวงพ่อพระใหญ่วัดโพธาราม บ้านท่าไคร้ หมู่ที่ 5 ต.บึงกาฬ อ.บึงกาฬ จ.หนองคายหลวงพ่อพระใหญ่เป็นพระพุทธรูปรางมารวิชัย โบกฉาบด้วยปูนองค์หลวงพ่อมีขนาดดังนี้
- หน้าตักกว้าง 2 เมตร
- จากฐานถึงยอดพระเกศสูง 2.10 เมตร
- จากพระฌานุ (เข่า) ถึงพระศอ (คอ) สูง 0.90 เมตร
พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนหน้าตัก พระหัตถ์ขวาคว่ำวางทับพระฌานุ นิ้วพระหัตถ์ทั้ง 5 เหยียดลงอย่างมีระเบียบเหมือนพระพุทธรูปทั่วๆ ไปประดิษฐานบนแท่น 4 เหลี่ยม ซึ่งได้บูรณะขึ้นใหม่ในปี 2537 นี้
ตามตำนานและคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่หลายรุ่น หลายสมัยเล่าสืบต่อกันมาประมาณสองพันกว่าปีมาแล้ว จนถึงยุคสมัยหลังๆ ซึ่งแต่ก่อนคนเหล่านี้ส่วนมากได้อพยพครอบครัวมาจากเมืองยศ (บริเวณจังหวัดยโสธรในปัจจุบัน) มาตั้งถิ่นฐานริมฝั่งแม่น้ำโขงและร่นขึ้นมาทางเขตชัยบุรี (ปัจจุบันคืออำเภอบึงกาฬ) การตั้งถิ่นฐานอยู่นั้นก็เหมือนกันทุกยุคทุกสมัย คือที่ใดไม่เหมาะสมในการดำรงชีวิต ต้องประสบกับภัย และมีการระบาดของโรคร้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคอหิวา โรคไข้ฝีดาด ถูกรบกวนจากสัตว์ร้ายหรือภูตผีปีศาจต่างๆ ก็พากันหลบหนีภัยย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่เหมาะสมต่อไป ชนกลุ่มนี้ก็เหมือนกันย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่เหมาะสม จนถึงบ้านท่าใคร้ในปัจจุบัน เมื่อเห็นเป็นที่เหมาะสมดีก็ตกลงใจกันตั้งหลักฐานที่จะหากินในบริเวณนี้
จากนั้นต่างก็จับจองพื้นที่หากินแล้วเริ่มขยายอาณาบริเวณไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณที่รกทึบที่สุดเป็นป่าดงดิบ มีไม้นานาพันธุ์ เช่น ไม้ยาง ไม้ตะแบก ไม้สัก ไม้ไผ่ป่า ขี้นอยู่อย่างหนาแน่นและเต็มไปด้วยสัตว์ป่าหลายชนิด ที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว เนื่องจากเป็นป่ารกทึบมากชาวบ้านที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่รอบๆ จึงได้ร่วมกันในการถากถางเพื่อจะได้มีพื้นที่มากขึ้น หลังจากที่ได้ทำการถากถางอยู่เป็นเวลาหลายวันก็พบพุ่มไม้ที่สูงและหนากว่าที่อื่นๆ เมื่อถางป่าดังกล่าวออกก็พบพระพุทธรูปเดิมที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์พันรอบองค์อยู่ จึงได้นำเถาวัลย์ออก แล้วปัดกวาดบริเวณรอบๆ ก็พบว่าพระเกตุมาลาของหลวงพ่อหักเพราะถูกช้างป่ากระชากเถาวัลย์ลงมาเพื่อหากินตามธรรมชาติของสัตว์ป่า และเห็นเป็นรูปร่างของสถานที่บำเพ็ญบุญ หรือสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนา อีกทั้งยังพบซากเครื่องปั้นดินเผา โอ่งโบราณ รวมทั้งเครื่องใช้อีกหลายอย่าง
องค์พระพุทธรูปนั้นตั้งแต่ได้พบมาถึงปัจจุบัน ไม่เคยเคลื่อนย้ายหรือ ต่อเติมแต่อย่างใด เพียงแต่ต่อพระเกตุที่หักให้คงสภาพเดิม มีเพียงแท่นที่ประดิษฐานเท่านั้นที่สร้างโอบแท่นเดิม เพื่อให้มีความมั่นคงขึ้นยิ่งกว่าเดิม และมีผู้ที่มาขอพรจากหลวงพ่อเมื่อได้สมความปรารถนาแล้วก็ได้นำสีทองมาทาสมโภชหลวงพ่อ จึงทำให้องค์หลวงพ่อเหลืองอร่ามเป็นสีทองทั้งองค์

ปฏิหารของหลวงพ่อ

  1. เมื่อครั้งสงครามอินโดจีน ปรากฏว่ามีแสงสว่างจ้ากว่าแสงตะเกียงเจ้าพายุที่ลอยจากโบสถ์วัดบ้านท่าไคร้ ข้ามไปยังปากบึง ฝั่งลาว แล้วข้ามกลับมาที่เดิมแล้วดับลงที่โบสถ์
  2. เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2490 ได้รื้อซากโบสถ์เก่าเพื่อสร้างใหม่ ช่างและคนงานล้วนเป็นคนญวนพากันขุดเพื่อลงรากเสาเข็ม พอขุดลงไปพบพระพุทธรูปองค์เล็กจำนวนมากหลายพันองค์ พวกคนงานเหล่านั้นเห็นว่าเป็นของเก่าก็พากันเอาไป โดยมิได้บอกใครหลังจากนำเอาพระพุทธรูปเหล่านั้นไปยังไม่ทันข้ามคืนเกิดเป็นบ้าบ้างเกิดท้องร่วงอย่างรุนแรงบ้าง เป็นไข้อย่างฉับพลันบ้าง จนต้องนำเอาพระพุทธรูปกลับคืนมาไว้ที่เดิมในตอนกลางคืน และอาการที่ป่วยต่าง ๆ หายไปเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
  3. เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2496 – 2497 เด็กหญิงชาวบ้านท่าไคร้ไปอยู่กับญาติที่ชลบุรีได้ขี่จักรยานไปซื้อของ ถูกรถสิบล้อชนจนจักรยานหักป่นปี้ ส่วนเด็กหญิงคนนั้นตกกระเด็นไปตกฟากถนนอีกฝั่งหนึ่งลุกขึ้นได้ปัดฝุ่นแล้วก็เดินได้สบายไม่มีบาดเจ็บแม้แต่น้อยรถ แต่สิบล้อคันที่ชนกลับมีไฟลุกใหม้ท่วมเสียหายทั้งคันที่หนูน้อยคนนี้รอดตายอย่างปาฏิหาริย์ เพราะมีรูปถ่ายของหลวงพ่ออัดกรอบพลาสสติกห้อยคอ
  4. เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2511 เด็กสาวบ้านท่าไคร้กับน้องสาวไปธุระที่บ้านดงหมากยางขากลับจวนค่ำถูกคนร้ายจี้เอาสร้อยคอมทองคำหนัก 3 บาทไป จึงต้องครึ่งวิ่งครึ่งเดินกลับบ้านบอกเล่าเหตุการให้พ่อ – แม่ฟังแล้วรีบไปบอกหลวงพ่อขอให้ติดตามเอาสร้อยกลับคืนมา เวลาล่วงมา 3 วัน คนในบ้านหลังนั้นแทบจะไม่เชื่อสายตา เพราะสร้อยคอเส้นที่ถูกจี้เอาไปทิ้งอยู่ระเบียงหน้าบ้าน โดยสร้อยอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ
  5. เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2512 – 2513 ก่อนสร้างโบสถ์หลังปัจจุบัน ก็มีแสงสว่างออกมาจากต้นโพธิ์ข้างโบสถ์แล้วข้ามไปบ้านปากบึงประเทศลาวอีก แสงสว่างเช่นนี้จะปรากฏในวันพระ 2 – 3 เดือนต่อครั้ง และมักจะมีผู้พบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยครั้ง
  6. ร.อคำม้าว จันทวงศ์ เป็นคนบ้านปากบึงฝั่งประเทศลาว ซึ่งอยู่ตรงข้ามหมู่บ้านท่าไคร้ ก่อนที่จะไปราชการสงครามก็ได้มาบนหลวงพ่อไว้ทุกครั้ง ซึ่ง ร.อคำม้าวได้เกิดอุบัติเหตุทางเครื่องบินถึง 3 ครั้ง แต่ก็รอดชีวิตมาทุกครั้ง เขาจึงศรัทธาต่อองค์หลวงพ่อและได้บริจาคเงินจำนวน 2 หมื่นบาทสร้างโบสถ์หลังปัจจุบัน
  7. เมื่อปีพ.ศ. 2528 ผู้เขียนประสบด้วยตนเอง ชาวบ้านประชุมตกลงกันเอาช่างมาถ่ายรูปหลวงพ่อเพื่ออัดกรอบพลาสติกเพื่อให้ผู้ศรัทธาบูชาไปสักการะประจำตัว ก่อนช่างถ่ายภาพจะได้ตกแต่งขันธ์ข้าวดอกไม้เพื่อสักการะและขอขมาแล้วจึงลงมือ ช่างภาพถ่ายรูปหลวงพ่อประมาณ 10 กว่ารูป เมื่อนำเอาไปล้างแล้วไม่มีรูปหลวงพ่อติดเลยแม้แต่น้อย ฟิล์มมืดดำไปชัตเตอร์ไม่ลั่นกดก็ไม่ลงเหมือนมีอะไรมาขัดไว้
  8. มีผู้ถือเหรียญหลวงพ่อพระใหญ่จำนวนไม่น้อยที่ต้องประสบอุบัติเหตุ แต่ก็ปลอดภัยทุกคน

สิ่งปลูกสร้างภายในวัด

วัดโพธารามบ้านท่าไคร้ เป็นวันที่เก่าแก่ที่สุดในเขตอำเภอบึงกาฬและมีงานเทศกาลประจำทุกปี ซึ่งประชาชนต่างก็ให้ความสนใจเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และวัดโพธารามบ้านท่าไคร้ยังเป็นวัดราษฎร์ซึ่งเป็นวัดประเภทที่ 1 คือ มี น.ส.3 มีทะเบียนวัดถูกต้องตามระเบียบของทางคณะสงฆ์ แต่ก็พึ่งจะไดรับการพัฒนามาเมื่อประมาณ 20 ปีกว่า มีสิ่งปลูกสร้างตามศรัทธา คือ
  1. อุโบสถ หลังปัจจุบัน ที่หลวงพ่อใหญ่ประดิษฐานอยู่ สร้างเมื่อปีพ.ศ 2513 กว้าง 8 เมตรยาว 15 เมตร ก่อด้วยอิฐถือปูน เงินค่าก่อสร้างประมาณ 150,000 บาท สร้าง 5 ปี จึงแล้วเสร็จ
  2. ศาลาการเปรียญ 1 หลัง 2 ชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ กว้าง 15 เมตร ยาว 18 เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ 350,000 บาท
  3. กุฏิ 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ 3 ห้องพร้อมห้องน้ำ เป็นเงินค่าก่อสร้างประมาณ 200,000 บ
  4. กุฎิชั้นเดียวพื้นสูง 1 เมตร 1 ห้อง สินเงินค่าก่อสร้างประมาณ 800,000 บาท
  5. โรงครัวหนึ่งหลังชั้นเดียว 2 ห้อง พื้นคอนกรีต สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมา 30,000 บาท
  6. แท้งน้ำฝนแบบ ฝ.33 ของกรมอนามัย 6 แท้งค์
  7. บ่อน้ำตื้น 1 บ่อ ลงท่อคอนกรีตเสริมเหล็กประมาณ 6 เมตร
  8. กำแพงวัด 3 ด้าน ก่อด้วยอิฐบล็อกสิ้นเงินค่าก่อสร้าประมาณ 200,000บาท

เนื้อที่ของวัดทั้งหมดประมาณ 5 ไร่ เศษ เป็นพื้นที่ราบ 3 ส่วน อีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ลุ่ม ทางวัดมีโครงการถมที่ให้เสมอกันงานประจำปีของวัด เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือบุญมหาชาติจะจัดให้มีใน 4 เดือนข้างขึ้นของทุกปี นอกจากนี้แล้วในวันพระ 8 ค่ำ และ 14 – 15 ค่ำ ชาวบ้านท่าไคร้จะพร้อมกันลงรวมกันที่วัด เพื่อไหว้พระฟังเทศน์ เวียนเทียน ซึ่งถือเป็นประเพณีที่ดีงามอีกอันหนึ่ง

งานประจำปีที่ทำเพื่อสักการะแด่หลวงพ่อพระใหญ่

ประชาชนในสมัยก่อนก็ได้มาขอพรจากหลวงพ่อ ให้ช่วยเมตตา ปกปักรักษา และป้องกันอันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้หมดไป และก็ได้สมดังความปรารถนาตลอดมาจนถึงปัจจุบันดังนั้นจึงจัดให้มีการน้อมถึงพระคุณที่หลวงพ่อได้เมตตากรุณาตลอดมา และจัดงานสมโภชปีละ 2 ครั้ง ซึ่งปฎิบัติสืบต่อกันมา ทุกปีจนถึงปัจจุบันคือ

ครั้งที่ 1 วันเพ็ญเดือน 3 จะทำบุญข้าวจี่ พร้อมกับปราสาทผึ้ง 2 หลัง เป็นการสักการะแด่หลวงพ่อ
ครั้งที่ 2 ทำในเทศกาลวันสงกรานต์ ของทุกปีมีการสรงน้ำหลวงพ่อพระใหญ่งานนี้ถือเป็นงานใหญ่ประจำปี มีพุทธบริษัทมาร่วมงานเป็นจำนวนมากทั่วทุกสารทิศพิธีสรงน้ำพระใหญ่มักจะจัดหลังวันมหาสงกรานต์หนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจะจัดงานตรงกับวันเสาร์ อาทิตย์
·   0